Latest Post










Street Photography Thailand(Khaosann Road)


มาเที่ยวถนนข้าวสารเลยเก็บภาพบรรยากาศมาฝากกันอีกตามเคยครับ

ณ มุมหนึ่งแถวท่าพระจันทร์ ภาพนี้ถ่ายที่่ท่าพระจันทร์

เที่ยวถนนข้าวสาร


ภาพบรรยากาศหอพักแถวบ้าน กรุงเทพ โอ้!มันช่างอาร์ทเหลือเกิน

ภาพนกกำลังบิน นกบิน ถ่ายที่ สถานตากอากาศบางปู
ราคากล้อง Canon eos 6d ณ ตอนนี้ วันที่ 9 สิงหาคม 56
ร้าน Pix-one ราคา 46500 บาท
ร้าน ec-mall ราคา 47900 บาท
ร้าน dslrshop.net ราคา 58500 บาท
ร้าน tohome ราคา 69790 บาท
ร้าน ZoomCamera 46500 บาท
ร้าน WorldCamera 57900 บาท
ร้าน Digital2home 47500 บาท

ภาพนี้ถ่ายที่สถานตากอากาศบางปู ตั้งใจแต่งภาพให้ออกมาในแบบขาวดำ เพื่อมุมมองที่แปลกออกไป คิดแล้วก็อยากกลับไปถ่ายอีกรอบ แต่คราวนี้คงจะไปถ่ายแต่เช้า 


ภาพนี้ถ่ายที่ถนนข้าวสาร ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาประมาณ1ทุ่ม คนพลุกพล่านมาก ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ


    ผมได้มีโอกาศไปเก็บบรรยาภาพมุมสูง ณ ตึกใบหยก ซึ่งเป็นตึกสูงที่สุดในประเทศไทยย่านประตูน้ำ ตอนถ่ายภาพนี้เวลาประมาณ 2 ทุ่ม หลังจากถ่ายเสร็จนั่งจิบเบียร์เย็นๆแล้วมองลงมาข้างล่าง โอ้! ช่างเป็นบรรยากาศที่วิเศษสุดจริงๆครับ


  
      ภาพนี้ถ่ายที่ Darling Harbour,Sydney,Australia
     ผมมีโอกาศได้ไปเที่ยวที่สถานตากอาศบางปูครับ ได้ไปครั้งแรก หลังจากที่กลับจากออสเตรเลีย โอ้! มันยอดมาก รู้ประทับใจ ผมก็เลยเก็บภาพบรรยากาศบางส่วนมากฝากกันครับ

     หลังจากใช้ชีวิตทีออสเตรเลียมาอย่างยาวนาน ตอนนี้ผมกลับมาอยู่ที่เมืองไทย กรุงเทพแล้วน่ะครับเพื่อนๆ ยังไงจะอยู่ที่ไหนก็ไม่สุชใจเหมือนอยู่ที่บ้านเราครับ
        EOS 5D Mark III เป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ลงตัวทั้งในด้านศักยภาพของกล้อง และความละเอียดของไฟล์ภาพมากที่สุด ด้วยประสิทธิภาพของเซ็นเซอร์ CMOS แบบ full-frame ขนาด 36X24mm ความละเอียด 22.3 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายภาพต่อเนื่องได้ที่ความเร็วสูงสุดมากถึง 6 ภาพต่อวินาที (fps) พร้อมชิปประมวลผลภาพ DIGIC 5+ เอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับแคนนอน และช่วง ISO ที่กว้างถึง 100-25600 (ขยายได้ถึง 102400) ล้ำหน้าด้วยระบบโฟกัสรุ่นใหม่ 61-point High Density Reticular ช่วยให้จับวัตถุได้ง่ายด้วยความแม่นยำและความเร็วสูง 22.3 megapixel Full-frame CMOS sensor ช่วง ISO 100-25600, ขยายได้ถึง 102400 ระบบโฟกัสรุ่นใหม่ 61จุด แบบ High Density Reticular AF Credit http://www.canon.co.th/personal/products/dslrs/eos/eos-5d-mark-iii?languageCode=TH
Dulwich Hill station Sydney
ลือ! iPhone 5 และ iPad Mini เริ่มเดินสายการผลิต เปิดตัวเดือนกันยายน
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก Digitimes, Macrumors กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อหลายสำนักข่าวในต่างประเทศเริ่มทยอยออกมาเปิดเผยข้อมูล ราวกับว่าเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างเกี่ยวกับสินค้าตัวใหม่ของแอปเปิลที่กำลังจะเปิดตัวในเดือนกันยายนหรือเดือนตุลาคมปีนี้ ล่าสุดเว็บไซต์ข่าวชื่อดังอย่าง Digitimes ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ตอนนี้ผู้ผลิตรายใหญ่เบอร์ 2 ของแอปเปิลในแถบเอเชียอย่าง Pegatron (Pegatron เป็นหนึ่งในบริษัทใหญ่รองจาก Foxconn ที่ผลิตสินค้าของแอปเปิล) ได้ออกมาบอกว่าทางโรงงานเริ่มเดินสายการผลิต iPhone 5 หรือ iPhone Gen 6 รุ่นล่าสุดแล้ว รายงานยังบอกอีกว่าทางโรงงานชื่อดังแถบเซี่ยงไฮ้ได้รับออเดอร์ให้มีการเริ่มที่จะเริ่มผลิต iPhone รุ่นใหม่แล้วเช่นกัน นอกจากนี้ทางบริษัท Pegatron คาดว่าจะมีออเดอร์จากแอปเปิลเข้ามาอีกส่วน ก็คือการผลิต iPad mini หรือ iPad รุ่นเล็กขนาดหน้าจอ 7 นิ้ว ส่วนจำนวนการผลิตนั้นน่าจะตกอยู่ที่หลักไม่กี่ล้านเครื่อง เหตุผลเพราะเพื่อให้ทันขายในช่วงไตรมาสที่ 3 นี้
ภาพแสดงสายการผลิตและเปิดตัวสินค้าของแอปเปิล ขณะเดียวกัน ทางด้าน Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์หลักทรัพย์เคจีไอ (KGI Securities analyst) ได้ออกมาเปิดเผยว่า แอปเปิลเตรียมจะเปิดตัวสินค้าชุดใหม่ เช่น iPhone 5, iPad Mini, iPod รุ่นใหม่, Macbook Pro 13 นิ้ว หน้าจอ Retina, The new iPad รุ่นอัพเดท และ iMac โดยสินค้าทั้งหมดจะเปิดตัวในเดือนกันยายนปีนี้ นอกจากนี้ทาง KGI ยังคาดว่ายอดขาย iPhone 5 จะทะลุไปถึง 55 ล้านเครื่องและ iPad Mini คาดว่าน่าจะขายได้ 24 ล้านเครื่อง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดเป็นเพียงข่าวลือและถูกคาดการณ์โดยนักวิเคราะห์เท่านั้น แต่เชื่อว่าเมื่อกระแสข่าวเริ่มร้อนแรงแบบนี้ อาจจะเป็นไปได้ว่าในเดือนกันยายนหรือตุลาคมปีนี้ แอปเปิลอาจจะเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ตามข่าวลือทั้งหมดก็เป็นได้ หากมีข้อมูลและความเคลื่อนไหวต่าง ๆ เพิ่มเติม เราจะรีบมาอัพเดทให้ทราบกันอย่างแน่นอน Credit http://fb.kapook.com/men-44524.html

Canon EOS 70D จะมาจริงหรือ??


หลังจากที่แอดมิน หาข่าวเรื่องนี้มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ที่หนังสือฉบับนึงของทางญี่ปุ่น ที่เชื่อถือได้ ได้หลุดภาพและ สเปคของเจ้า70Dตัวใหม่ ว่าจะมาจริงหรือไม่ แล้วก็ไม่กี่วันที่ผ่านมา ทาง แคนนอนรูเมอร์ ก็ออกมาบอกเองว่า 70D มีความเป็นไปได้สูงที่ทางแคนนอน จะออกมาอีกตัว สำหรับเจ้า 70D ภายในปี2012 นี้
ชัวร์หรือมั่ว ต้องลอง ติดตามไปเรื่อยๆ นะครับ มีอะไรเพิ่มเติม จะรีบมารายงานเพื่อนๆ ให้ทราบทันทีครับ
สเปคที่หลุดออกมา
Canon EOS 70D
  • 22MP and DIGIC5+
  • 19-point AF
  • 6 FPS
ข้อมูลภาพ:http://www.canonrumors.com/tag/70d/

Apple เตรียมส่ง iPhone 5 มาพร้อมกล้องหลัง 13 ล้านพิกเซลและบอดี้สุดบางเฉียบ!

Apple เตรียมส่ง iPhone 5 มาพร้อมกล้องหลัง 13 ล้านพิกเซลและบอดี้สุดบางเฉียบ!

iPhone 5 -
อัพเดทข่าวล่าสุดกับ ป๋าเอก TechXcite ดูเหมือนว่าใครที่ยังคงประทับใจกับความสุดยอดของกล้องหลังใน iPhone 4S ที่ดีที่สุดจาก iPhone ที่ดีที่สุดของ Apple เตรียมได้เฮกันยาวๆเลยกับ iPhone 5 สมาร์ตโฟนรุ่นต่อไปจาก Apple ที่เตรียมจะเปิดตัวกันในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ซึ่งล่าสุดดูเหมือนว่าตัวเครื่อง iPhone 5 อาจจะมาพร้อมกับกล้องหลังความละเอียดระดับพระกาฬสูงถึง 13 ล้านพิกเซลกันเลยทีเดียว


โดยในเวลานี้บริษัท Sony ซึ่งเป็นผู้ผลิตเซนเซอร์กล้องหลังให้กับ iPhone 4S ของ Apple ได้ทำการเปิดตัวเซนเซอร์ CMOS รุ่นใหม่สำหรับอุปกรณ์ขนาดพกพาพร้อมๆกันถึง 2 รุ่นในระดับความละเอียด 8 ล้านพิกเซลและ 13 ล้านพิกเซลซึ่งจะมาพร้อมกับขนาดที่บางลงกว่าเดิมมากรวมถึงรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงแบบ HDR Movie ด้วย
ขณะเดียวกันเซนเซอร์กล้องหลังตัวใหม่นี้ยังจะมีอีกหนึ่งจุดขายที่สำคัญนั่นก็คือระบบประมวลผลภาพแบบใหม่ RGBW Coding ซึ่งจะช่วยเพิ่มแสงขาวให้ภาพที่ได้รับการถ่ายขึ้นในสถานที่ที่มีแสงน้อยมีความชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิมเช่นเดียวกับวิดีโอที่ถ่ายในที่มืดก็จะมี distortion ลดลงและให้ภาพที่คมชัดขึ้นตามไปด้วย

แน่นอนว่าค่ายที่สนใจจะนำเซนเซอร์กล้องหลังตัวใหม่จาก Sony ไปใช้งานก่อนใครเพื่อนก็คือ Apple ที่ยังคงประทับใจไม่หายกับเซนเซอร์กล้องหลังใน iPhone 4S ซึ่งหาก Apple นำมาใช้งานกันจริงใน iPhone 5 ก็จะทำให้ตัวเครื่องมีขนาดบางลงกว่าเดิมชนิดหน้ามือเป็นหลัง (อย่างที่ Apple ชอบพร่ำบอกว่า iPhone 5 จะเป็น major change ครั้งสำคัญ) ขณะเดียวกันการที่ตัวเครื่อง iPhone 5 จะมาพร้อมกับชิปเซ็ต Apple A6 แบบ Quad Core CPU ก็น่าจะช่วยให้การประมวลผลภาพในระดับความละเอียดนี้เป็นไปได้อย่างไหลลื่นไม่มีสะดุดด้วยเช่นเดียวกัน
บทความโดย: ป๋าเอก TechXcite
ที่มา: appleinsider

Credit http://www.sanook.com/
Verizon เปิด spec ล่าสุด iPhone 5 และวันเปิดตัว


ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ Verizon ของอเมริกาได้ยืนยันว่า กำลังทดสอบการใช้งานมือถือ iPhone 4 และ iPhone 5 กับเครือข่าย CDMA และกำลังปรับเครือข่ายบางส่วนให้รองรับอยู่ด้วย
มือถือ iPhone 5 ใหม่นั้น จะมาพร้อมกับฟังก์ชั่นการใช้งานที่น่าตื่นเต้นหลายอย่าง โดยเฉพาะ Facetime การคุยผ่าน video chat จะสามารถใช้งานได้กับเครือข่าย 3G และ 4G ไม่ใช่แค่ผ่าน WiFi เหมือนในปัจจุบัน, หรือการจดจำใบหน้า (face recognition)
โดยรายละเอียด spec ตัวเครื่องมือถือ iPhone 5 ที่น่าจะมี ก็เช่น ..
- ขนาดที่บางลง! ประมาณ 9.3 ม.ม.- ตัวเครื่องถูกออกแบบใหม่ พร้อมกระจกที่สวยงามด้านหลังตัวเครื่อง- การจดจำใบหน้า (Face recognition)- Face Time (การคุยแบบ Video Chat) ผ่าน 3G และ 4G- ตั้งเสียง SMS tones ได้- ตั้งเสียง อีเมล์ alerts ให้แตกต่างแต่ละอีเมล์ได้- หน้าจอแบบ OLED screen- ป้องกันการขีดข่วนทั้งตัวเครื่องและหน้าจอ- การ sync กับ iTunes แบบไร้สายได้- หน่วยความจำมี 32G และ 64G- แบตเตอรี่ที่ดีขึ้น คุยได้ 14 ช.ม.บน 3G, 7 ช.ม.บน 4G, เปิดรอสาย standby ได้ 600 ช.ม.
คาดว่า iPhone 5 จะเปิดตัวในปลายเดือนมิถุนายน ปีหน้า2011 เหมือนเช่นก่อนๆ ในงาน WWDC 2011ที่ซานฟรานซิโก สหรัฐอเมริกา
ที่มา - capitaltalk

Credit http://www.7boot.com/spec-iphone-5-release-date/

Shopping in Sydney
ชิวชิวที่ C Bar Sydney..
Raining day at Sydney
Stanmore market sydney

On the way to Conula beach

Conula beach
New model….Save Energy Save the Earth



ชิวชิวที่Opera House
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า "อาหารเจ" เป็นอาหารที่กินแล้วทำให้เป็นสุข คนที่กินเจจะกลับมาเป็นหนุ่ม-สาวอีกครั้ง แต่หากกินมากไปอาจจะทำให้ร่างกายตุ้ยนุ้ยได้ ดังนั้น กินเจได้ แต่อย่ากินจุ

อาหารเจของจีนนั้นต่างกับอาหารมังสวิรัติของฝรั่งหรือแขก เนื่องจากอาหารเจไม่ได้ให้กินแต่ผักอย่างเดียว เพราะมีผักกลิ่นแรงถึง 5 อย่างที่กินไม่ได้แถมยังให้สามารถกินหอยนางรมได้ ส่วนถ้าเป็นมังสวิรัติของฝรั่งกับแขกนั้น จะไม่แตะต้องเนื้อสัตว์เลย แต่ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ก็อาจมีแตะต้องบ้าง ต่างกันไปตามลัทธิความเชื่อ เช่น บางลัทธิให้กินไข่ได้ หรือบางลัทธิให้กินนมได้ แต่บางลัทธิก็ไม่ให้กินผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์อย่างสิ้นเชิง

แต่สำหรับวิธีกินเจไม่ให้แก่นั้น มีดังนี้ 1.หนักกินผัก เช่น คะน้า, บร็อคโคลี, ผักโขม, แครอตหรือฟักทอง แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดแป้งเพราะผักเหล่านี้มีแป้งชั้นดีเจืออยู่ และกินวิตามินบี 12 จากอาหารจำพวกธัญพืช 2.ไม่กินขนม เพราะธรรมชาติของคนกินเจจะหิวเร็ว ถ้ากินอาหารเจแท้ๆ จะทำให้เกิดอาการ "ติดแป้ง" อยากกินมื้อต่อไปไวขึ้น 3.เลี่ยงอาหารเจประเภทอมน้ำมัน แต่ถ้าเผลอกินเข้าไปมาก อาจจิบชาจีน หรือชาเขียวช่วยขัดตะกรันไขมันที่เกรอะอยู่ตามลำไส้ช่วยได้ และ 4.หมั่นกินโปรตีนเกษตร, เต้าหู้, ถั่วและงาให้หนักไว้ โรยข้าวได้ยิ่งดี ถ้าดียิ่งกว่านั้นให้กินหอยนางรม เพราะจะได้ธาตุสังกะสี และน้ำมันดีโอเมก้า 3 บำรุงภูมิคุ้มกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าท่านจะนับถือศาสนาใด การกินให้พอเหมาะ ไม่อิ่มจนเกินไป หรือไม่อดจนคนรอบข้างวุ่นวาย ถือว่าคือการกินด้วยปัญญา
เกล็ดความรู้เรื่องอาหารเจ
- บทความโดย ธรรมสาทโร ภิกขุ เทศนาออกอากาศ วิทยุชุมชนเทพนิมิตมงคล 98.25 Mhz
- อะไรคืออาหารที่แท้จริงตามธรรมชาติของมนุษย์
- ภาพพุทธประวัติ องค์พระพุทธเจ้า [บรรยายภาษาอังกฤษ]
- วิธีตรวจสอบ12มะเร็งที่พบบ่อย
- มังสวิรัติลดภาวะโลกร้อน เรื่องจริงที่มนุษย์ควรรู้
- เมืองมังสวิรัติเมืองแรกของโลก เริ่มต้นแล้วใน “เบลเยียม”
- ลดโลกร้อนด้วยการกินมังสวิรัติเพียงอาทิตย์ละสองวัน!
- (แนวของทุกศาสนาบนโลกพิภพนี้) สัจธรรมแห่งการกินเจและอาหารมังสวิรัติ‏
- ปริศนาคำพูดของอัลเบิร์ต ไอสไตล์ กล่าวถึงพระพุทธศาสนาก่อนเสียชีวิต
- เราเป็นอย่างที่เรากิน

ที่มา http://www.jfoodmarket.com
รายการสำนึกรักแผ่นดิน "ปฏิบัติการสร้างศิลปะชีวิตเพื่อสันติสุข" ตอนที่ 1
วันที่ 13 กรกฎาคม 2552 เวลา 18.00-20.00 น. ดาวเทียม "ช่องสุวรรณภูมิ" nss6
ถาม-ตอบจิตจักรวาล โดย อ.ปริญญา ตันสกุล (จะใช้นามว่า ป.วิสุทธิปัญญา)
ได้ที่ :: http://www.facebook.com/Visudhipunya
ที่มา :: http://www.jitchakraval.com
Friday Magic Moment ชั่วโมงต้องมนต์ Venus วีนัส - ไม่ใช่ก้อนหิน สิงโต นำโชค : ทิ้ง (Official Music Video)

ชอบเพลงนี้มาก เพิ่งจะหาเจอในyoutube





ห้องพัก sydney

เง้อ!!

ถ่ายวิดีโอ Darling harbour
วิธีเลือกซื้อกล้องดิจิตอล
1.งบประมาณ ก่อนอื่นต้องมาดูกันว่า คุณจะตั้งงบไว้สักเท่าใด ในการหาซื้อกล้อง ดิจิตอลสักตัว เพราะราคาในตลาดมีตั้งแต่กล้องแบบง่ายๆ ราคาไม่กี่พันบาท ซึ่งทำ อะไรไม่ได้มากนัก ที่พอใช้ได้จะเริ่มจากหมื่นต้นๆ ไล่เรียงลำดับไปตามสเปค และ คุณภาพที่ดีขึ้น จนถึงหลักแสนหรือหลายๆ แสน เมื่อตั้งงบไว้แล้วเช่น สองหมื่นบาท ก็มองหาเฉพาะกล้องที่อยู่ในงบของเรา รุ่นที่มีราคาสูงกว่า คงไม่ต้องนำมาพิจารณา ให้ปวดหัว

2.เซ็นเซอร์ภาพ ถ้าดูตามสเปคมักจะ เขียนว่า Image sensor หรือ Image recording พูดง่ายๆ ก็คือ อุปกรณ์ ที่ใช้รับภาพแทนฟิล์มนั่นเอง บางยี่ห้อใช้ CMOS แต่ส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดใช้ CCD ขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แต่ใหญ่กว่าย่อมได้เปรียบ เพราะเก็บรายละเอียดได้มาก แต่ราคาก็แพงกว่า อาจจะดูจากสเปคว่าใช้ CCD ขนาดเท่าใดเช่น 1/1.8 นิ้ว, 1/2.7 นิ้ว หรือ 2/3 นิ้ว (วัดตามแนวทแยงมุม)

3.ความลึกของสี หรือ Bit Depth บางทีก็เรียก Color Depth ยิ่งมีความลึกของสีมากเท่าใด ก็จะเก็บรายละเอียด ของเฉดสีได้ดีมากขึ้น เช่น 10 บิต/ สี หรือ 12 บิต/สี หมายความว่า สีธรรมชาติ มี 3 สีคือ RGB ถ้า 1 สี แสดงได้ 13 บิต 3 สีก็จะได้ 36 บิต เป็นต้น ถ้าเป็นกล้องระดับไฮเอนด์ อาจจะทำได้ถึง 16 บิต/สี หรือ 48 บิตที่ RGB นั่นก็เทียบเท่ากับฟิล์ม สไลด์ดีๆ นี่เอง แต่ไม่รู้ว่าทำไมมีกล้องบาง ยี่ห้อ บางรุ่นเท่านั้น ที่เปิดเผยว่ากล้องของตัวเอง มีระดับความลึกของสีเท่าใด ยิ่งถ้าเป็นกล้องที่สเปคต่ำเช่น 8 บิต/สี (อันที่จริงก็เยอะแล้ว เพราะ จะได้ 24 บิตที่ RGB แสดงสีได้ 16.7 ล้านเฉดสี) แทบไม่อยากจะพูดถึงกันเลย แต่ถ้ากล้องระดับโปร มักจะโชว์ตัวเลขให้เห็นจะๆ เลยว่าใครได้มากกว่ากัน การที่เฉดสีน้อย จะทำให้การแยกสีไม่ดีเท่าที่ควร เช่น กลีบดอกไม้สีแดงเข้ม แดงปานกลางและแดงอ่อน ดูด้วยตาเปล่า ก็ไล่เฉดสีกันดี แต่ถ่ายออกมากลายเป็นสีแดงสีเดียว ถ้าใช้ฟิล์มสไลด์จะได้ใกล้เคียงกับที่ตาเห็น (สไลด์โปรจะทำได้ดีกว่า)

4.ดูความละเอียดต้องดูที่ Effective เวลาซื้อกล้องดิจิตอล เรามักจะได้ยินคน บอกว่า ตัวนี้ 3 ล้านพิกเซล ตัวนี้ 4 ล้านพิกเซล แต่ส่วนใหญ่ เป็นความละเอียดของเซ็นเซอร์ภาพ ขนาดภาพจริงจะน้อยกว่านั้น ลองดูสเปคในคู่มือ หรือโบรชัวร์ หาคำว่า Effective ซึ่งก็คือขนาดภาพจริงๆ ที่จะได้ เช่น ในโบรชัวร์บอกว่า 5.24 ล้านพิกเซล แต่ตามสเปคระบุชัดว่า ขนาดภาพใหญ่สุดที่ได้คือ 2560 x 1920 พิกเซล ถ้าคูณดูก็จะได้ 4.9 ล้านพิกเซล เป็นต้น

5.Interpolate ในกล้องบางรุ่น ถ้า เราดูที่ขนาดภาพตามสเปค อาจจะแปลกใจ เพราะคูณออกมาแล้ว ได้ความละเอียดมากกว่าเดิมเช่น CCD 3 ล้านพิกเซล แต่ได้ขนาดภาพถึง 6 ล้านพิกเซล ทั้งนี้เป็นเพราะ มีการใช้เทคโนโลยีบางอย่าง เพิ่มความละเอียดให้สูงขึ้นนั่นเอง เช่น Super CCD ของ Fuji หรือ HyPict ของ EPSON เป็น ต้น แต่คุณภาพจะดีไม่เท่ากับความละเอียดแท้ๆ ของ CCD แต่ก็จะดีกว่ากล้องรุ่นที่มีความละเอียดแบบ Effective เท่ากัน อย่างไรก็ตามก็นับว่า เป็นการเพิ่มคุณภาพให้ดีกว่าเดิม โดยใช้เทคโน โลยีมาช่วย ต่างกับการนำภาพ ไปเพิ่มความละเอียด ด้วยซอพท์แวร์เช่น Adobe Photo shop ซึ่งคุณภาพจะแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเพิ่มความละเอียดถึง 1 เท่าแบบนี้ วิธีการนี้เรามักจะเรียกกันว่า Interpolate ซึ่งกล้องที่มีฟังก์ชั่นเหล่านี้ จะมีเมนูให้เลือกว่าจะใช้หรือไม่

6.ปรับลดขนาดภาพ แม้ว่ากล้องที่มี ความละเอียดสูงจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องไม่ลืมว่า ขนาดไฟล์ที่ได้จะใหญ่มาก กินแมมมอรี่ในการ์ดมาก ถ้าการ์ดความจุน้อยๆ เช่น 16 MB ใช้กล้อง 3 ล้านพิกเซล ถ่ายไปไม่กี่ภาพก็เต็มแล้ว ต้องใช้การ์ดที่มีความจุสูงๆ บางครั้งเราต้องการเพียงแค่ บันทึกเตือนความจำ หรือใช้ส่งอีเมล์ หรือไม่ก็ใช้ประกอบเวบไซต์ ซึ่งต้องมาลด ความละเอียด ด้วย Photoshop หรือโปรแกรมอื่นๆ ให้เหลือ แค่ 640 x 480 พิกเซล หรือเล็กกว่านั้น แต่กล้องดิจิตอลส่วนใหญ่ จะเลือกขนาดภาพได้หลายแบบ เพื่อให้เหมาะกับงาน ที่จะนำไปใช้ เช่นกล้อง Olympus E-20 เลือกขนาดภาพได้ 5 ระดับ เล็กสุดที่ 640 x 480 พิกเซล เป็นต้น

7.การตอบสนองหรือ Response อันนี้ กล้องดิจิตอลเกือบทั้งหมด ไม่ยอมระบุไว้ใน สเปคกล้องของตัวเอง ยกเว้นกล้องคอมแพค ระดับไฮเอนด์ หรือดิจิตอล SLR จะถือว่าเป็นจุดเด่น เอามาคุยไว้ในโบรชัวร์กันเลยครับ บางรุ่นตอบสนองตั้งแต่ เปิดสวิตซ์กล้องแล้ว พร้อมที่จะกดชัตเตอร์ถ่ายภาพ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวินาที แทบไม่ต่างกับกล้อง ออโต้โฟกัส 35 มม.ที่ใช้ฟิล์มทีเดียว ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกว่า ใช้กล้องดิจิตอลหรือใช้ฟิล์ม อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้มีการพัฒนา ที่ดีขึ้นตามลำดับ ต่อไปกล้องดิจิตอลราคาประหยัด ก็จะมีการตอบสนอง ที่รวดเร็วไม่แพ้กล้องไฮเอนด์ ที่มีราคาแพง

8.Buffer ยิ่งมากยิ่งดี การที่มีบัฟเฟอร์ หรือหน่วยความจำในตัวกล้องมากๆ จะ ช่วยให้การถ่ายภาพ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว กล่าวคือ หลังจากที่เรากดชัตเตอร์ ถ่ายภาพไปแล้ว ข้อมูลภาพ ที่ผ่านอิมเมจโปรเซสซิ่ง จะถูกพักเก็บไว้ก่อนด้วยบัฟเฟอร์ ก่อนที่จะบันทึกลงในการ์ดต่อไป (ขณะบัน ทึกมักใช้ไฟสีเขียวหรือสีแดง กระพริบเตือนให้ทราบ) วิธีนี้ทำให้เราถ่ายภาพต่อไปได้เลย ไม่ต้องรอบันทึกลงการ์ดให้เสร็จเสียก่อน ถ้าบัฟเฟอร์เยอะ ก็จะถ่ายต่อเนื่อง ได้ เร็วและได้หลายๆ ภาพติดต่อกัน เช่น สเปคกล้องระบุว่า ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็ว 3 ภาพต่อวินาที ติดต่อกันรวดเดียว 10 ภาพ หมายถึงว่าถ้าครบ 10 ภาพจะกดชัตเตอร์ต่อไม่ได้ เพราะบัฟเฟอร์เต็มแล้ว ต้องรอให้บันทึกลงการ์ดก่อน เมื่อมีที่ว่างเหลือพอก็จะถ่ายภาพต่อได้อีก โดยไม่ต้องรอให้เก็บภาพ ลงการ์ดครบทั้ง 10 ภาพก่อน และการที่มี บัฟเฟอร์มากเมื่อกดชัตเตอร์ไปแล้ว สามารถเปิดดูภาพซูม ขยายดูส่วนต่างๆ ของภาพหรือลบภาพทิ้งได้ทันที แทบไม่ต้องรออะไรเลย

9.ไฟล์ฟอร์แมท RAW กล้องระดับ ไฮเอนด์ที่มีความละเอียดสูง จะมีฟอร์แมทที่ เรียกว่า RAW ให้เลือกนอกเหนือจาก JPEG หรือ TIFF ทั้งนี้เพราะในฟอร์แมท RAW จะเก็บข้อมูลความลึกของสีได้ดีกว่า เช่นดิจิตอล SLR ของ Nikon รุ่น D1x ในไฟล์ ฟอร์แมท RAW จะได้ 12 บิต/สี แต่ถ้าเป็น JPEG จะเหลือ 8 บิต/สี เป็นต้น และยังมีไฟล์ขนาดเล็กกว่าฟอร์แมท TIFF โดยที่คุณภาพไม่ได้ลดลงเหมือนกัน แต่การเปิดชมภาพ ต้องใช้กับซอพท์แวร์ ที่มาพร้อมกับกล้องเท่านั้น ไม่สามารถเปิดจากโปรแกรม Adobe Photoshop หรือโปรแกรมตกแต่ง ภาพอื่นๆ นอกจากนี้ภาพในฟอร์แมท RAW ยังสามารถปรับแต่ง หรือ แก้ไขภาพ ที่ถ่ายมาไม่ดีให้ดี เหมือนกับการถ่ายภาพใหม่อีกครั้ง เช่น การปรับภาพให้สว่างหรือมืดลง หรือ การปรับไวท์บาลานซ์ เป็นต้น สำหรับคอม แพคดิจิตอลในปัจจุบันมีหลายรุ่นที่มีฟอร์ แมท RAW เช่น Canon PowerShot G3, Nikon Coolpix 5700 เป็นต้น

10.ไวท์บาลานซ์หรือสมดุลย์แสงขาว ฟังก์ชั่นนี้มีในกล้องดิจิตอลทุกรุ่น ซึ่งที่ผ่านมาเราจะรู้จัก ไวท์บาลานซ์ในกล้องวีดีโอ ซึ่ง ใช้ CCD รับภาพเช่นกัน ส่วนใหญ่จะมี ระบบปรับไวท์บาลานซ์อัตโนมัติ ทำให้ภาพ ถ่ายมีสีสันถูกต้อง ไม่ว่าจะถ่ายภาพกลางแจ้ง หรือสภาพแสงอื่นๆ ที่มีอุณหภูมิสีแตกต่างกัน ถ้าเป็นกล้องใช้ฟิล์ม ซึ่งสมดุลย์กับแสงกลางวัน ที่มีอุณหภูมิสี 5000-5500 องศาเคลวิน จะได้ภาพที่มีสีถูกต้อง เมื่อถ่ายภาพด้วยแสงกลางวัน หรือ แสงแฟลชเท่านั้น ถ้าอยู่ในที่ร่มอุณหภูมิสีจะสูงภาพจะมีโทนสีฟ้า หรือช่วงเย็นอุณหภูมิสีต่ำ ภาพจะมีโทนสีส้มแดง แต่กล้องดิจิตอล จะให้สีถูกต้องเสมอ และยังมีระบบ Preset ให้ปรับตั้งตามสภาพแสงแบบต่างๆ อีก แต่ละรุ่นเลือกได้ไม่เท่ากัน เช่น แสงดวงอาทิตย์ แสงในที่ร่ม แสงจากไฟฟลูออเรส เซ้นท์ในอาคาร แสงไฟทังสเตน เป็นต้น กล้องบางรุ่น มีระบบถ่ายภาพคร่อมไวท์บาลานซ์ โดยจะถ่ายภาพ 3 หรือ 5 ภาพติดต่อกัน แต่ละภาพ มีการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิสีที่แตกต่างกัน จากนั้นเลือกเก็บไว้ เฉพาะภาพที่มีโทนสีถูกต้อง สมจริงมากที่สุด หรือจะปรับแก้อุณหภูมิสี ด้วยซอพท์แวร์ที่แถมมา พร้อมกับกล้องก็ได้

11.กล้องคอมแพคดิจิตอลรุ่นเล็ก ราคาประหยัด จะใช้เลนส์เดี่ยว ซูมไม่ได้ เช่น 35 มม. ดีขึ้นมาหน่อยจะซูมได้ 2-3 เท่า เช่น 35-70 มม. หรือ 35-105 มม. เป็นต้น ตัวเลขนี้เป็นการเทียบกับกล้องใช้ฟิล์ม 35 มม. แต่ถ้าดูที่ตัวเลนส์จริงๆ จะระบุตัวเลขน้อยกว่ามาก ทั้งนี้เพราะ CCD ขนาด เล็กกว่าฟิล์มมากนั้นเอง เช่น Minolta Dimage 7i หรือ 7Hi ใช้เลนส์ 7.2-50.8 มม. เทียบเท่ากับ 28-200 มม. ถ้าเป็นเลนส์ซูมที่เริ่มต้นด้วยมุมกว้างมากกว่า จะใช้ประโยชน์ในที่แคบๆ ได้ดีกว่า เช่น เริ่มที่ 28 มม. หรือ 30 มม.

12.ดิจิตอลซูม ลูกเล่นที่มีก็ดีไม่มีก็ ไม่เป็นไร เวลาดูโฆษณา กล้องดิจิตอลว่า ซูมได้มากน้อยแค่ไหน ให้ดูที่ Optical Zoom ซึ่งจะบอกไว้ในสเปค เช่น 3X ก็คือ 3 เท่า นับจากเลนส์ช่วงกว้างสุด เช่น 30-90 มม. และบอกต่อว่ามีดิจิตอลซูม 2X รวมแล้วซูมได้ 6X คือ 30-180 มม. แต่ในความเป็นจริงช่วงซูมที่ดิจิตอลสูงสุด 180 มม. นั้น ขนาดภาพจะเล็กลงด้วย เช่น ความละเอียด 3 ล้านพิกเซล ถ้าซูมที่ดิจิตอลจะเหลือแค่ 1.5 ล้านพิกเซล เป็นต้น ไม่ใช่ว่าซูมได้มากๆ โดยที่ความละเอียดเท่าเดิม หากคุณใช้ Optical ซูม 3 เท่า ถ่ายภาพที่ 3 ล้านพิกเซล แล้วเอารูปมา ครอปหรือตัดส่วนให้เหลือ 1.5 ล้านพิกเซล เท่ากับว่ารูปนั้นถูกถ่ายด้วยเลนส์ซูม 6 เท่าเช่นกัน แต่ถ้าใช้ดิจิตอลซูม ตั้งแต่แรก ก็จะสะดวกขึ้นบ้าง ตรงที่ไม่ต้องมาตัดส่วนภาพทีหลัง และกล้องดิจิตอล บางรุ่น เมื่อใช้ดิจิตอลซูม คุณภาพจะไม่ลดลง (ลดแต่ขนาดภาพ) ต่างกับกล้องวีดีโอ ยิ่งซูมดิจิตอลมากเท่าไหร่ก็หยาบมากขึ้น เพราะเอาภาพที่มีอยู่แล้ว มาขยายใหญ่นั่นเอง แต่บางรุ่นใช้วิธีตัดส่วนภาพแล้วขยายไฟล์ ให้มีขนาดใหญ่เท่าเดิม วิธีนี้คุณภาพ จะลดลงแน่นอน

13.จอมอนิเตอร์ อยากจะเรียกว่า อุปกรณ์เปลืองแบตเตอรี่ เพราะส่วนนี้ใช้ พลังงานจากแบตเตอรี่มาก ขนาดไม่ได้ใช้เปิดจอทิ้งไว้ไม่นาน แบตเตอรี่ที่ซื้อมาใหม่ หรือชาร์จมาเต็มๆ ก็หมดลงอย่างรวดเร็ว กล้องดิจิตอลที่ดี ควรจะปรับความสว่างได้ และแสดงสีได้ถูกต้องตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้การจัดการสีกับคอมพิวเตอร์ และเครื่องพิมพ์ภาพสีเป็นไปอย่างราบรื่นถูกต้องตรงกันมากที่สุด จอมอนิเตอร์ ที่ให้สีผิดเพี้ยน (แม้ว่าภาพจะให้สีถูกต้อง เมื่อเปิดจากคอม พิวเตอร์) จะดูแล้วชวนหงุดหงิดคิดว่า รูปจะออกมาเพี้ยนตามจอ อย่าลืมดูสเปคด้วยว่า มีฟังก์ชั่นซูมภาพที่ถ่ายไปแล้วได้หรือไม่ และซูมขยายภาพได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งมากยิ่งดี ถ้าได้ถึง 100% จะดีที่สุด เพราะเห็นภาพ ได้เต็มๆ ว่าแต่ละจุดคมชัดแค่ไหน ระยะชัดลึกครอบคลุมหมดหรือเปล่า ถ้าไม่ดีจะได้ถ่ายใหม่ กล้องบางรุ่น เช่น Sony DSC-F717 ออกแบบให้พลิกตัวกล้องกับเลนส์ได้ ทำให้สะดวกในการถ่ายภาพมุมสูง หรือ มุมต่ำ บางรุ่นพลิกหมุนได้รอบ เช่น Canon G3 กล้องบางรุ่น ใช้จอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่มาก เช่น 2.5 นิ้ว ในขณะที่ส่วนใหญ่ มีขนาดเพียง 1.5 หรือ 2 นิ้ว ทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนกว่า บางรุ่นแถมฮูดบังแสงมาให้ด้วย โดยออกแบบเป็น บานพับ เช่น Panasonic DMC-LC5 หรือ Fujifilm FinePix M603 เป็นต้น

14.บันทึกเสียงลงในไฟล์ภาพได้ ลูก เล่นนี้มีเฉพาะในกล้องบางรุ่นเท่านั้น ส่วนใหญ่ จะบันทึกได้นาน 5-15 วินาที ซึ่งก็พอเพียงกับการเตือนความทรงจำต่างๆ สามารถเปิดฟังก็ได้เ มื่อใช้โหมดเปิดชมภาพ จากจอมอนิเตอร์ หรือ จากคอมพิวเตอร์

15.Optical Viewfinder ในเมื่อการ ดูภาพจากจอมอนิเตอร์สิ้นเปลืองแบตเตอรี่มาก เราก็ควรมาดูภาพจากจอแบบออฟติคัล แทน เพราะใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากการซูมให้สัมพันธ์ กับทางยาวโฟกัสของเลนส์ แต่กล้องบางรุ่น ไม่มีช่องมองภาพแบบนี้มาให้ จึงควรดูสเปคให้ดีด้วย ข้อเสียของช่องมองภาพ ออฟติคัล คือ ไม่ได้มองภาพผ่านเลนส์ เวลาถ่ายภาพใกล้ จะเกิดการเหลื่อมล้ำกัน ต้องดูภาพด้านบน ไม่ให้เกินเส้นขีดที่แสดงไว้ ถ้าต้องถ่ายภาพใกล้ ก็อาจใช้วิธีดูภาพ จากจอมอนิเตอร์แทนจะดีกว่า แต่กล้องบางรุ่น จอมอนิเตอร์มีไว้เพื่อดูภาพที่ถ่ายไปแล้ว กับดูเมนูต่างๆ เท่านั้น

16.วีดีโอคลิป กล้องถ่ายภาพนิ่ง ดิจิตอลแบบคอมแพคส่วนใหญ่ ถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้ด้วย รูปแบบคล้ายกับกล้องวีดีโอ แต่มักมีภาพขนาดเล็กมาก เช่น 320 x 240 พิกเซล แต่บางรุ่นเช่น Fuji FinePix S602 หรือรุ่น M603 ถ่ายวีดีโอได้ขนาด 640 x 480 พิกเซล หรือขนาด VGA เท่า กับกล้องวีดีโอทั่วไป บางรุ่นถ่ายภาพเคลื่อน ไหวอย่างเดียว แต่บางรุ่นบันทึกเสียงได้ด้วย ฟอร์แมทภาพมีทั้งแบบ MPEG และ Quick Time โดยถ่ายภาพที่ความเร็ว 10-15 ภาพ/ วินาที ขนาดไฟล์เล็กมาก เหมาะสำหรับ ใช้ส่งภาพไปทางอีเมล์ ภาพที่ได้จะดูกระตุกนิด หน่อย สำหรับรุ่นที่สเปคระบุว่า ถ่ายวีดีโอที่ ความเร็ว 30 เฟรม/วินาที ภาพจะดูนุ่มนวล เป็นธรรมชาติ ไม่ต่างกับกล้องวีดีโอทั่วๆ ไป และส่วนใหญ่จะถ่ายเป็นวีดีโอคลิปสั้นๆ ไม่เกิน 30 หรือ 60 วินาทีต่อครั้ง บางรุ่นถ่าย ภาพได้นานตามจำนวนความจุของการ์ด

17.ระบบโฟกัส กล้องดิจิตอลเกือบ ทุกรุ่นเป็นระบบออโต้โฟกัส ทำงานได้รวด เร็วไม่แตกต่างกันมากนัก บางรุ่นมีจุดโฟกัสเฉพาะตรงกลางภาพ แต่บางรุ่นมี 3 หรือ 5 จุด กระจายอยู่ทั่วทั้งภาพ ไม่ว่าตัวแบบ หรือสิ่งที่ต้องการจะอยู่ในตำแหน่งใด ก็จะ ปรับโฟกัสได้อย่างแม่นยำ โดยกล้องจะเลือกจุดโฟกัสอัตโนมัติ หรือเลือกเองก็ได้ แต่บางครั้งเราจำเป็นต้องใช้ระบบแมนนวลโฟกัส เพื่อผลพิเศษบางอย่าง ระบบแมนนวลโฟกัส มักจะให้เลือกตัวเลขระบุระยะโฟกัสเอง ซึ่งผิดพลาดได้ง่าย กล้องบางรุ่นมีวงแหวนหมุนปรับโฟกัส จะแม่นยำกว่า คล้ายกับกล้อง SLR นอกจากนี้มีโหมดอินฟินิตี้ (สัญลักษณ์รูปภูเขา) สำหรับการถ่ายภาพสิ่งที่อยู่ระยะไกล กล้องจะถ่ายภาพได้เร็วขึ้นเพราะไม่ต้องปรับหาโฟกัสอีก และควรพิจารณา ดูโหมดถ่ายภาพมาโครด้วยว่า มีหรือไม่ แม้ว่ากล้องบางรุ่น จะระบุว่าถ่ายได้ใกล้สุดเพียงไม่กี่เซ็นติเมตร แต่เป็นการถ่ายภาพที่ช่วงซูมมุมกว้าง (เหมือนกล้องวีดีโอ) ซึ่งใช้ประโยชน์ได้ไม่ดี เท่ากับมาโครที่ช่วงเทเล ลองซูมเลนส์ที่ช่วงเทเลดู แล้วถ่ายภาพใกล้ๆ ดูว่าได้มากน้อยแค่ไหน

18.ระบบแฟลช กล้องคอมแพค ดิจิตอลส่วนใหญ่มีแฟลชขนาดเล็กในตัว ทำงานอัตโน มัติ เมื่อแสงน้อยเกินไป และมีระบบแฟลช กับความเร็วชัตเตอร์ต่ำ ทำให้การใช้แฟลช ถ่ายภาพเวลากลางคืน ฉากหลังไม่ดำทึบ หรือระบบสัมพันธ์แฟลช ที่ม่านชัตเตอร์ที่สอง เพื่อการใช้เทคนิคพิเศษถ่ายภาพ เคลื่อนไหว ระบบแฟลชแก้ตาแดง เมื่อใช้ถ่ายภาพคน ในระยะใกล้ แบบตรงๆ แต่จะดีมากถ้าสามารถใช้แฟลชภายนอกได้ ซึ่งกล้องบางรุ่นจากผู้ผลิตกล้องใช้ฟิล์ม เช่น Canon PowerShot G3, Minolta Dimage 7Hiและ Nikon CoolPix 5700 จะมีฮอทชูเสียบแฟลชมาด้วย สำหรับนำแฟลชของกล้อง 35 มม. มาใช้ เป็นการเสริมประสิทธิภาพของกล้องให้สูงมากยิ่งขึ้น

19.ระบบบันทึกภาพ สำหรับฟังก์ ชั่นการถ่ายภาพจะไม่แตกต่างกับกล้องใช้ฟิล์มมากนัก ส่วนใหญ่มีระบบโปรแกรมอัตโนมัติเป็นหลัก โดยกล้องจะเลือกค่าความเร็วชัตเตอร์ และรูรับแสงที่เหมาะสม ถ้าแสงน้อยก็จะปรับความไวแสงให้สูงขึ้น (เลือกโหมดความไวแสงที่ออโต้) ทำให้ใช้งานง่าย ถ้าหากคุณมีความรู้เรื่อง เทคนิคการถ่ายภาพ ก็อาจใช้โหมดออโต้ชัตเตอร์ ออโต้รูรับแสง หรือแมนนวล และในระบบอัตโนมัติยังมีฟังก์ชั่นปรับชดเชยแสง กรณีที่ต้องถ่ายภาพย้อนแสง หรือ ภาพที่มีฉากหลังมืดทึบ เพื่อให้ได้ภาพที่มีแสงพอดี นอกจากนี้ยังมี ระบบถ่ายภาพคร่อม โดยกล้องจะถ่ายภาพต่อเนื่อง 3 หรือ 5 ภาพ ในแต่ละภาพ มีค่าแสงที่แตกต่างกัน ตามที่กำหนดไว้ บางรุ่นมีระบบถ่ายภาพซ้อนด้วยเพื่อสร้างสรรค์ ภาพพิเศษบางอย่าง

Credit http://www.photohutgroup.com
One night in darling harbour,Sydney
One night in Sydney

เครือรัฐออสเตรเลีย (อังกฤษ: Commonwealth of Australia) เป็นประเทศซึ่งประกอบด้วยแผ่นดินหลักของทวีปออสเตรเลีย เกาะแทสเมเนีย และเกาะอื่นๆในมหาสมุทรอินเดีย แปซิฟิก และมหาสมุทรใต้ ประเทศเพื่อนบ้านของออสเตรเลียประกอบด้วย อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี และติมอร์ตะวันออกทางเหนือ หมู่เกาะโซโลมอน วานูอาตู และนิวแคลิโดเนียทางตะวันออกเฉียงเหนือ และนิวซีแลนด์ทางตะวันออกเฉียงใต้

ชื่อออสเตรเลีย มาจากคำในภาษาละติน ว่า australis ซึ่งหมายถึงทิศใต้ โดยมีตำนานถึง "ดินแดนทางใต้ที่ไม่รู้จัก" (ละติน: terra australis incognita) ชาวยุโรปเริ่มสำรวจค้นพบออสเตรเลียในพุทธศตวรรษที่ 22 และต่อมาจึงกลายเป็นดินแดนอาณานิคมของบริเตน โดยเริ่มต้นเป็นอาณานิคมนักโทษในนิวเซาท์เวลส์ และจึงมีการตั้งอาณานิคมขึ้นอีกห้าแห่ง อาณานิคมทั้งหกรวมตัวเป็นสหพันธรัฐในปีพ.ศ. 2444 ออสเตรเลียมีชนพื้นเมืองซึ่งอาศัยตั้งแต่ก่อนชาวยุโรปเข้ามา เรียกว่าชาวอะบอริจิน
วันนี้ 20 ตุลาคม 2552 แคนนอนเปิดตัวสุดยอดกล้องระดับโปรตระกูล EOS 1D ใหม่ล่าสุดในชื่อ Canon EOS-1D Mark IV Digital SLR camera. The EOS-1D Mark IV เป็นกล้องที่มีความเร็วสูง มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ CMOS ใหม่ หน่วยประมวลผล DIGIC 4 ประมวลผลภาพได้ 14 บิต/สี ถ่ายภาพได้เร็วถึง 10 เฟรม/วินาที มีช่วงความไวแสงกว้างมากที่สุด พร้อมด้วยฟังก์ชั่นบันทึกวิดีโอคุณภาพสูง 1080p Full High-Definition เลือกเฟรมเรทได้ตามต้องการ และมีโครงสร้างบอดี้ที่แข็งแกร่งทนทานสำหรับการใช้งานระดับมืออาชีพ

จุดเด่นที่สำคัญของ EOS 1D Mark IV ใหม่คือ ระบบออโต้โฟกัส ที่พัฒนาใหม่หมด โดยมีจุดโฟกัสทั้งหมด 45 จุด เป็นแบบกากบาท High-precision cross-type 39 จุด ช่วยให้การปรับโฟกัสติดตามการเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการถ่ายภาพสิ่งเคลื่อนไหวต่างๆ รวมไปถึงภาพสัตว์ป่าในธรรมชาติ โดยมีความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องสูงถึง 10 เฟรม/วินาที พร้อมด้วยระบบโฟกัสแบบต่อเนื่อง AI Servo II ใหม่ ประมวลผลติดตามการเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ นับเป็นมาตรฐานใหม่ของระบบออโต้โฟกัสในกล้องดิจิตอล SLR ระดับมืออาชีพ

ดาวน์โหลดไฟล์ภาพตัวอย่างจาก EOS 1D Mark IV ได้ที่นี่
http://cweb.canon.jp/camera/eosd/1dm...les/index.html

Specifications
เซ็นเซอร์รับภาพ CMOS sensor ขนาด 27.9 x 18.6 มม.
ความละเอียด 16.1 ล้านพิกเซล
ระบบประมวลผล Dual DIGIC 4
ขนาดภาพ JPEG, 4896x3264 (L), 4320x2880 (M1), 3552x236 8 (M2) (JPEG), 2448x1632 (S) (JPEG) RAW, 4896x3264 (RAW), 3672x2448 (M-RAW), 2448x1632 (S-RAW)
ชนิดไฟล์ RAW (.CR2; 14-bit), JPEG (EXIF 2.21) - Fine / Normal, RAW + JPEG (separate files)
โหมดถ่ายวิดีโอ MOV (Video: H.264, Sound: Linear PCM), 1920 x 1080 (29.97, 25, 23.976 fps), 1280 x 720 (59.94, 50 fps),
640 x 480 (59.94, 50 fps), บันทึกได้ยาวนานที่สุด: 29นาที 59วินาที, ขนาดไฟล์สูงสุด: 4GB
ระบบกำจัดฝุ่น EOS Integrated Cleaning System, ระบบทำความสะอาดตัวเอง (ฟิลเตอร์ด้านหน้าเซ้นเซอร์จะสั่นด้วยความถี่สูงเมื่อเปิดหรือปิด), บันทึกข้อมูลตำแหน่งของฝุ่นเพื่อลบด้วยซอพท์แวร์ในภายหลัง
ระบบโฟกัสอัตโนมัติ 45 จุด TTL, cross-type 39 จุด, TTL-AREA-SIR, ช่วงการโฟกัส : -1.0 - 18 EV (ที่ 23 ํC, ISO 100)
ระบบโฟกัส One shot AF, AI Servo AF, Manual focus
โหมดถ่ายภาพ Program, Aperture-priority, Shutter-priority, Manual, Bulb
ระบบวัดแสง Evaluative, Partial, Spot metering
ISO ISO 100 - 12800, 0.3 or 1.0 EV increments, ISO 50 (Enhanced L), ISO 25600 (Enhanced H1), ISO 51200 (Enhanced H2), ISO 102400 (Enhanced H3)
ไวท์บาลานซ์ Auto, Daylight, Shade, Cloudy, Tungsten, Fluorescent, Flash, Custom, ปรับตั้งค่าอุณหภูมิสี (2500 - 10000 K)
พิกเจอร์สไตล์ Standard, Portrait, Landscape, Neutral, Faithful, Monochrome, User def. 1, User def. 2, User def. 3
โหมดสี sRGB, Adobe RGB
วิวไฟเดอร์ ชนิดเพนทาปริซึม มองภาพระดับตา มองเห็นภาพ 100% อัตราขยาย 0.76 เท่า มองภาพได้ห่าง 20 มม.
จอ LCD 3.0” TFT LCD 920,000 พิกเซล
Drive Modes Single, Silent, High-speed continuous: 10 เฟรมต่อวินาที
การเชื่อมต่อ USB 2.0 Hi-Speed, Video out, HDMI mini output, External microphone, N3 type wired remote control, PC Sync flash terminal
สื่อบันทึกข้อมูล Compact Flash Type I หรือ II (สนับสนุน UDMA), SD card (สนับสนุน SD/SDHC), External USB hard drives (ต้องการ WFT-E2/E2A)
แบตเตอรี่ Lithium-Ion LP-E4, AC adapter
ขนาด 156 x 156.6 x 80 มม.
น้ำหนัก 1,180 กรัม

Credit
http://www.shutterphoto.com
เลนส์ normal คือ เลนส์ที่ให้ ทัศนียภาพ (perspective) ใกล้เคียงกับองศารับภาพของตาปกติ ของคนทั่วๆไป
เลนส์ wide คือเลนส์ช่วงถ่ายที่กว้าง กว่าปกติ ช่วงเลนส์จะประมาณ 10 - 22
ซึ่งเหมาะกับประเภทถ่าย ภาพวิว ภาพ Landscape หรือภาพที่ต้องการเก็บรายละเอียดมากๆ

แต่ข้อเสียของเลนส์ wide จะเสียตรงที่ ภาพจะเป็นนูน โค้ง สังเกตุได้จากเส้นขอบฟ้า จะไม่ตรง จะมีขอบโค้งๆเบี้ยวๆอยู่

และการถ่ายเลนส์ wide สำหรับมือใหม่ ควรระวังเรื่ององค์ประกอบของการถ่ายภาพให้ดี เพราะ อาจจะเอาส่งที่ไม่จำเป็นเข้ามา
จึงทำให้ภาพนั้นดู รกมากไป

สำหรับใครที่ชอบถ่ายภาพ ทิวทัศน์ Landscape เป็นชีวิตจิตใจ จะซื้อไว้ซักอันก็ต้องบอกว่าคุ้ม แต่สำหรับใครที่ยังไม่แน่ใจว่าชอบแนวไหน
แนะนำให้ซื้อ เลนส์ช่วง Normal จะดีกว่าครับ (เลนส์ Normal คืออะไร อ่านได้บทต่อไปครับ)

ส่วนอุปกรณ์ มีอยู่สองตัวที่ผมรู้จักครับ Canon 10 - 22 mm ราึคาประมาณ 22000 ครับ และ Sigma 10 - 20 ราคา อยู่ที่ 18000 ครับ ถ้าจำไม่ผิดนะครับแนะนำให้เช็คราคาอีกที
ส่วนสำหรับใครที่ใช้ Nikon อันนี้ไม่ทราบครับ รบกวนผู้ใช้ Nikon มาบอกข้อมูลเพิ่มเิติมด้วยก็ดีครับ..

เลนส์ canon 10 - 22mm


เลนส์ Sigma 10 - 20mm

credit
http://www.pixnice.com
เว็บแรก
http://www.dpreview.com
เว็บในตำนานที่โดนamazon.com สอยไปเรียบร้อย รวบรวมข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และรีวิวที่(ค่อนข้าง)เป็นกลาง
เว็บทีสอง
http://www.cameralabs.com
เว็บน้องใหม่มาแรง มีวิดีโอทัวร์แนะนำการใช้งานคร่าวๆของกล้องแต่ละรุ่น รีวิวโดยนายโป๊งเหม่ง กอร์ดอน แลง

เว็บที่3 เว็บที่ตีคู่กับ dpreviewมาติดๆ
http://www.imaging-resource.com
เว็บนี้มีข้อแนะนำการถ่ายรูปคร่าวๆ รวมถึง เว็บลูกอย่างhttp://www.slrgear.com ซึ่งเป็นเว็บรีวิวเลนส์ที่ดูง่ายที่สุดแล้ว

เว็บที่4 http://www.dcview.com

เว็บที่5 http://www.dcresource.com อดีตเจ้าของเว็บนี้เคยทำงานร่วมกับ dpreview

เว็บที่6 http://www.popphoto.com เว็บของนิตยสารกล้อง เครือ popular science ที่ชื่อ popular photography&imaging
เปรียบเทียบ กล้องดิจิตอล Mirrorless : Panasonic GF1 - Olympus E-PL1 - Sony NEX-5, NEX-3
* เปรียบเทียบคุณสมบัติทางเทคนิค GF1, E-PL1, NEX-5
* เปรียบเทียบคุณภาพไฟล์ภาพ GF1, E-PL1, NEX-5
* ความแตกต่างระหว่าง NEX-3 และ NEX-5
* บทสรุป เลือกตามความเหมาะสม

ช่วงนี้กระแสกล้องดิจิตอลแบบเปลี่ยนเลนส์ได้และไม่ มีกระจกสะท้อนภาพกำลังมาแรงมาก เรียกสั้นๆ ว่า mirrorless หรือ EVIL Camera ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันนิดนึงก่อนว่ากล้องแบบนี้ต่างกับกล้องที่เรียกกัน ว่า DSLR ยังไง ในเมื่อก็เปลี่ยนเลนส์ได้เหมือนกัน

โครงสร้างของกล้องดิจิตอลแบบเปลี่ยนเลนส์ได้โดยทั่ว ไป หรือ DSLR (Digital Single Lens Reflex) เรียกภาษาไทยเต็มยศว่ากล้องแบบใช้กระจกสะท้อนภาพ ภายในจะมีกระจกสำหรับสะท้อนภาพที่ผ่านมาจากเลนส์เพื่อให้เข้าสู่ช่องมองภาพ เมื่อกดถ่ายภาพ กระจกจะดีดตัวเก็บทำให้ภาพที่ผ่านเลนส์ไปตกลงบนตัวรับภาพด้านหลังกล้องตามใน รูปแรก แต่หากเป็นกล้อง morrorless แสงจากเลนส์จะผ่านไปยังเซนเซอร์รับภาพโดยตรง ไม่มีกระจกสะท้อนภาพ ทำให้กล้องประเภทนี้ไม่มีช่องมองภาพ หรือหากมีก็จะเป็นช่องมองภาพแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือ Electronics Viewfinder ที่เอาภาพจากเซนเซอร์ไปปรากฏบนจอขนาดเล็กอีกทีนึง



จากโครงสร้างของกล้องประเภท mirrorless ทำให้ผู้ผลิตสามารถออกแบบกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ที่ขนาดบางลง เล็กลง ผู้ผลิตรายแรกๆที่เข้ามาคือ Panasonic ตามมาด้วย Olympus ที่ร่วมกันใช้มาตรฐานเซนเซอร์รับภาพและเมาท์เลนส์แบบเดียวกันคือ micro four-third ทำให้สองยี่ห้อนี้สามารถใช้เลนส์ร่วมกันได้ และผลิตออกมาแล้วหลายรุ่น Panasonic เช่น G1, GH1, GF1 และ Olympus เช่นรุ่น E-P1, E-P2, E-PL1 ต่อมา ทาง Sony ก็เปิดตัวกล้องชนิดเดียวกันนี้แต่ใช้เมาท์เลนส์แบบใหม่ของตัวเอง เรียกว่า E-mount ได้แก่รุ่น NEX-3 และ NEX-5 ซึ่งได้รับความนิยมพอสมควร ล่าสุดก็มีข่าวว่า Nikon กำลังพัฒนากล้อง mirrorless ของตัวเองอยู่เช่นกัน คาดว่าปีหน้าคงได้เห็น

Panasonic GF1 vs Olympus E-PL1 vs Sony NEX-5

ถ้าพูดถึงกล้องแบบ mirrorless หรือ EVIL ทุกวันนี้ ไม่มีรุ่นไหนจะชวนให้ปวดหัวเท่า 3 รุ่นจาก 3 ค่ายนี้ เพราะราคาค่อนข้างใกล้เคียงกัน คุณสมบัติก็สูสี จนมีคำถามมามากว่าจะเลือกตัวไหนดี ก่อนอื่น ต้องมาดูสเปกเปรียบเทียบกันก่อน



ในการเปรียบเทียบ จะขอตัด NEX-3 ออกไปก่อน เพราะคุณสมบัติส่วนมากเหมือน NEX-5 เกือบทั้งหมด แล้วจะมาบอกข้อแตกต่างระหว่างสองรุ่นนี้ทีหลัง

เซนเซอร์รับภาพ

กล้องทั้ง 3 รุ่นต่างก็ใช้เซนเซอร์ของตัวเอง จะต่างก็ตรงที่ว่า GF1 และ E-PL1 ใช้เซนเซอร์แบบ micro four-third ซึ่งจะมีขนาดเล็กกว่าเซนเซอร์มาตรฐานของกล้อง DSLR ทั่วๆไปซึ่งเรียกว่า APS-C ที่ทาง Sony NEX-5 เลือกใช้ ซึ่งตามหลักแล้วขนาดของเซนเซอร์จะส่งผลต่อคุณภาพของภาพทั้งเรื่อง dynamic และ noise ยิ่งใหญ่ก็จะยิ่งดี แต่ประเด็นนี้ไม่แน่เสมอไป เพราะปัจจุบันตัวประมวลผลหรือ CPU ของกล้องจะเข้ามามีส่วนช่วยเพิ่ม dynamic ของภาพรวมทั้งลด noise ด้วย ดังนั้นประเด็นเรื่องคุณภาพของภาพคงต้องไปดูกันที่ผลทดสอบเป็นสำคัญ แต่อย่าได้เอากล้องทั้ง 3 รุ่นนี้ไปเทียบกับกล้องคอมแพคทั่วๆไป เพราะถึงตัวจะเล็กใกล้เคียงคอมแพค แต่ขนาดของเซนเซอร์ทั้ง 3 รุ่นใหญ่กว่ากล้องคอมแพคมากมาย คุณภาพรูปที่รับรองว่าได้แตกต่างกันอย่างไม่ต้องทดสอบให้เหนือย

ความละเอียดภาพ

GF1 และ EP1 ความละเอียดอยู่ที่ 12 ล้านพิกเซล ในขณะที่ NEX-3 และ NEX-5 อยู่ที่ 14 ล้านพิกเซล โดยปกติความละเอียดระดับนี้ก็ถือว่าเพียงพอเหลือเฟือแล้ว ไม่ค่อยมีผลในการพิจารณาเท่าไหร่ ยกเว้นสำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้ภาพความละเอียดสูงในการทำงานจริงๆ เช่น อัดขยายใหญ่มากๆ หรือตกแต่ง crop ภาพเยอะๆ

จอภาพ LCD

มีเพียงจอของ NEX เท่านั้นที่สามารถปรับก้มเงยได้สำหรับการถ่ายภาพมุมต่ำหรือมุมสูงได้สะดวก ค่อนข้างมีประโยชน์สำหรับคนที่ชอบหามุมมองใหม่ๆในการสร้างองค์ประกอบภาพ นอกจากนั้น จอของ Sony ยังมีความละเอียดสูงมากถึง 921,000 dots มากกว่าของ Panasonic ถึงเท่าตัว ส่วน E-PL1 ความละเอียดต่ำที่สุด จากการใช้งานจริงพบว่าจอของ E-PL1 นั้นความละเอียดต่ำไปนิด เวลาดูหน้าจอแล้วเห็นความหยาบพอสมควร ส่วนของ GF1 นั้นถือว่าคมชัดสวยงามเลย ถ้าไม่ไปเทียบกับ NEX-5 ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเทียบกันก็จะเห็นความแตกต่างอยู่บ้างนิดหน่อย

บันทึกวีดีโอ

กล้องทั้ง 4 รุ่น (รวม NEX-3) มี Sony NEX-5 เพียงรุ่นเดียวเท่านั้นที่บันทึกวีดีโอความละเอียดถึงระดับ 1080i นอกนั้นจะได้ที่ระดับ HD หรือ 720p อันนี้ก็แล้วแต่ความต้องการว่าซีเรียสเรื่องการบันทึกวีดีโอมากแค่ไหน สำหรับการบันทึกเสียงทุกรุ่นยกเว้น GF1 ล้วนเป็นระบบสเตอริโอหมด

การถ่ายภาพต่อเนื่อง

ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องเป็นตัวชี้วัด performance ของกล้องตัวหนึ่ง ทั้ง 3 รุ่นทำได้ใกล้เคียงกันที่ 3pfs สำหรับ E-PL1 และ GF1 ส่วน NEX-5 อยู่ที่ 2.3fps แต่มีความพิเศษตรงที่ NEX-5 สามารถตั้งให้ไวขึ้นโดยใช้ speed priority mode ได้ไวสุดถึง 7pfs โดยในโหมดนี้กล้องจะไม่ทำการโฟกัสใหม่ตั้งแต่เฟรมที่สองเป็นต้นไป ก็เหมาะสำหรับการถ่ายต่อเนื่องที่ระยะห่างระหว่างแบบกับตัวกล้องไม่เปลี่ยน แปลง

ระบบออโต้โฟกัส

ทุกรุ่นมีระบบโฟกัสครบถ้วนทั้งออโต้แบบ single คือโฟกัสครั้งเดียว, ออโต้แบบ continuous คือโฟกัสต่อเนื่องตลอดเวลา และแมนนวลเอาเอง และเนื่องจากเป็นกล้องที่ใช้ Liveview เต็มรูปแบบ การโฟกัสหลักก็จะเป็นระบบ contrast detection ทั้งหมดโดยที่ E-PL1 มีจุดโฟกัสน้อยกว่าคือ 11 จุด ส่วน GF1 มี 23 จุดและ NEX-5 มี 25 จุด แต่การดูประสิทธิภาพของกล้องประเภทนี้ให้ดูจากความไวและความแม่นยำในการ โฟกัสเป็นหลัก สเปกบอกอะไรไม่ได้มาก จากการทั้งทดสอบเองและที่อื่นทดสอบ ทุกคนบอกเป็นเอกฉันท์ว่าระบบโฟกัสของ Panasonic น่าประทับใจที่สุด รวดเร็ว แม่นยำ และฟังก์ชั่น iA ที่ใช้ปรับเปลี่ยน scene อัตโนมัติก็ทำงานได้ไวและฉลาด รองลงมาก็เป็น Sony NEX-5, NEX-3 ส่วนที่เห็นจะช้าที่สุดก็คือ Olympus E-PL1 แต่สำหรับคนที่เคยใช้ระบบโฟกัสแบบ contrast detection ในโหมด liveview ของ DSLR อย่าง Canon 500D หรือ Nikon D5000 แล้ว ยังไง E-PL1 ก็ยังเร็วกว่ามากอยู่ดี

ระบบป้องกันความสั่นไหว (Image Stabilization)

ปัจจุบันกล้องทุกยี่ห้อตั้งแต่ราคาไม่กี่พันก็มี ระบบป้องกันการสั่นไหวกันหมด กล้องระดับนี้ก็ต้องมีอยู่แล้ว แต่ที่แตกต่างกันคือ Olympus ติดตั้งระบบไว้ที่ในตัวกล้อง ส่วน Panasonic และ Sony ใช้ที่ตัวเลนส์ จริงๆแล้วการติดระบบกันสั่นที่ตัวกล้องไปเลยก็ได้เปรียบตรงที่ไม่ว่าจะใช้ เลนส์อะไรระบบกันสั่นก็ทำงานได้ตลอด ถ้าไว้ที่เลนส์แล้วเลนส์รุ่นที่จะใช้ไม่มีระบบกันสั่นก็หมดสิทธิ์ แต่สำหรับเลนส์คิทของทั้ง GF1 (14-45mm) และ NEX (18-55mm) ต่างก็ติดระบบกันสั่นมาให้ จะมีก็เลนส์ Pancake หรือเลนส์ฟิกซ์ของทั้งสองยี่ห้อที่ไม่มีระบบกันสั่น ซึ่งผู้ผลิตมองว่าไม่ค่อยจำเป็นมากนัก เพราะช่วงซูมไม่เยอะและเลนส์ก็ค่อนข้างสว่าง รูรับแสงกว้างอยู่แล้ว

ISO

NEX-3 และ NEX-5 ให้ ISO มาเหลือเฟือ ปรับได้สูงสุดถึง 12800 ส่วน GF1 และ E-PL1 อยู่ที่ 3200 จริงๆมีเผื่อให้ไว้ใช้สูงๆก็ดี ยามจำเป็นจริงๆ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณามากมาย เพราะคุณภาพไฟล์ที่ ISO สูงขนาดนั้นมักจะเสียหายไปเยอะมากแล้ว

แฟลชในตัว และแฟลชต่อภายนอก

Panasonic GF1 และ Olympus E-PL1 มีแฟลชในตัวมาให้ทั้งคู่ ส่วน NEX-5 เนื่องจากตั้งใจออกแบบมาให้ตัวเล็กบางมากๆ จึงต้องต่อแฟลชเพิ่มเอาข้างนอกซึ่งจะมีมาให้ในเป็นอุปกรณ์ในชุดมาตรฐานอยู่ แล้ว แฟลชของทั้ง 3 รุ่นให้กำลังพอๆกัน มี Guide Number ที่ ISO 100 ประมาณ 6-7m แต่ถ้าไม่เพียงพอ GF1 และ E-PL1 ยังมีช่องต่อแฟลชภายนอกแบบ hot-shoe ให้ใช้แฟลชตัวใหญ่ต่อเพิ่มได้ ส่วน NEX-5 นั้นไม่สามารถต่อเพิ่มได้แล้ว

ขนาดและน้ำหนัก

กล้องทั้ง 3 รุ่นมีนำหนักใกล้เคียงกัน โดยที่ Sony จะเบาที่สุด ขนาดก็บางที่สุดและเล็กที่สุดเช่นกันซึ่งก็เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย คือเวลาต่อเลนส์ซึ่งใช้สำหรับเซนเซอร์ APS-C แล้ว เลนส์ของ Sony จะค่อนข้างใหญ่กว่าเลนส์สำหรับ m4/3 (micro four-third) ทั้งๆที่บอดี้เล็กกว่าเยอะ การจับอาจจะไม่สะดวกนัก



หากเปรียบเทียบความรู้สึกเวลาสัมผัสและใช้งานจริง เรื่องความจับถนัด ใช้งานได้คล่อง ต้องยกให้ GF1 มาเป็นที่หนึ่ง เพราะบอดี้ที่ขนาดกำลังพอดีและเป็นโลหะ ทำให้รู้สึกแข็งแรง ปุ่มปรับต่างๆออกแบบมาได้ลงตัว ใช้งานแบบแมนนวลได้คล่อง ไม่ติดขัด

ส่วน E-PL1 นั้นถึงบอดี้จะมีขนาดใกล้เคียงกัน แต่เนื่องจากวัสดุเป็นพลาสติก ทำให้ความรู้สึกไม่แข็งแรงเท่า GF1

สำหรับ NEX-5 เนื่องจาก Sony ตั้งใจออกแบบให้เล็กและบาง การจับจึงไม่ค่อยถนัดเท่าอีก 2 รุ่น แต่ก็ยังดีที่ทำกริปมาให้ใหญ่พอสมควร ก็พอช่วยได้ ที่น่าประทับใจคืองานประกอบและวัสดุของ NEX-5 ที่แข็งแรง บอดี้เป็นแมกนีเซียมอัลลอย เฟิร์มมาก เลนส์ก็แข็งแรง หมุนซูมลื่นหนืดกำลังดี ซึ่งหากเทียบกับ NEX-3 ที่บอดี้เป็นพลาสติกแล้วรู้สึกแตกต่างชัดเจนเลย แต่ทั้ง NEX-3 และ NEX-5 ก็อาจไม่ค่อยเหมาะกับการใช้งานแบบตั้งค่าแมนนวลมากๆ เพราะมีปุ่มปรับน้อย ต้องเข้าไปในเมนู ทำให้ใช้งานไม่สะดวกเท่า GF1 หรือ E-PL1 แต่หากไม่ค่อยได้ใช้แมนนวลก็ไม่เป็นปัญหา

คุณสมบัติด้านอื่นๆ

Remote Control : E-PL1 และ NEX-3 ไม่สามารถใช้กับรีโมทไร้สายได้ ส่วน GF1 และ NEX-5 มีรีโมทเป็นอุปกรณ์เสริม ซื้อเองต่างหาก

Shutter Lag : คือระยะเวลาหน่วงช่วงหลังจากที่เรากดชัตเตอร์กับภาพที่บันทึกได้จริงๆ E-PL1 ทำได้ 0.95 sec ค่อนข้างช้ากว่า GF1 ที่ 0.473 sec และ NEX-5 ที่ 0.441 sec พอสมควร แต่หากทำการโฟกัสไว้ล่วงหน้าแล้วค่อยกดชัตเตอร์ shutter lag จะเร็วขึ้นมาก 0.07 sec เท่าๆกับ GF1 เลย แสดงให้เห็นว่าส่วนที่ช้าของ PL1 คือเรื่องการโฟกัสนั่นเอง

In-Camera HDR : เป็นฟังก์ชั่นสำหรับเพิ่ม dynamic range ของภาพโดยทำในตัวกล้องเลย ทำให้ภาพส่วนมืดยังคงเห็นรายละเอียด ไม่มืดสนิท และภาพส่วนสว่างก็ยังเห็นสีสัน ไม่ขาวโพลน มีเพียง Sony NEX-3 และ NEX-5 ที่มีมาในตัวกล้องเลย อย่างไรก็ตามการปรับภาพในคอมทีหลังด้วยโปรแกรมอย่าง Photoshop หรือ Lightroom ก็ยังทำได้ดีกว่า

WB Bracketing : ปกติเวลาถ่ายภาพเราต้องเลือกตั้งค่า White Balance ของแต่ละภาพซึ่งถ้าออกมาไม่ตรง สีก็จะเพี้ยนไปได้ ต้องตั้งใหม่แล้วถ่ายอีกรอบ WB Bracketing ใช้สำหรับถ่ายภาพรวดเดียว 3 ภาพต่อเนื่องโดยแต่ละภาพกล้องจะเปลี่ยนค่า WB ไปตามที่ตั้งไว้ล่วงหน้า ทำให้โอกาสในการถ่ายผิดพลาดลดลง ระบบนี้มีใน GF1 และ E-PL1 แต่ NEX ไม่สามารถตั้งได้ แต่จำเป็นต้องมีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งานที่ แตกต่างกันไป สำหรับผมไม่เคยใช้เลย

Scene Mode : Sony NEX-5, NEX-3 มี 8 Scene Mode ตามมาตรฐานกล้องทั่วๆไป ได้แก่ Portrait, Landscape, Macro, Sports Action, Sunset, Night Portrait, Night View, Hand-held Twilight ซึ่งน้อยกว่า E-PL1 ที่มี 20 Scene และ GF1 ที่มี 18 scene ที่เพิ่มๆเข้ามาก็เช่น Food, Baby, Pet, Soft skin (GF1) และ High Key, Low Key, Macro, Nature Macro, Candle, Sunset, Documents, Fireworks (E-PL1)

Art Effects : เป็นโหมดเพิ่มๆที่มีการประมวลผลภาพแบบต่างๆ E-PL1 -> Pop Art, Soft Focus, Grainy Film, Pin Hole, Diorama, Gentle Sepia | GF1 -> Expressive, Retro, Pure, Elegant, Monochrome, Dynamic Art, Silhouette, Custom mode ส่วน NEX-5 ไม่มีโหมดพวกนี้เลย

Dioptic Adjustment : คือตัวปรับแก้สายตา ปกติจะมีในกล้อง DSLR แทบทุกรุ่น สำหรับคนสายตาสั้นที่เวลาถ่ายภาพไม่อยากใส่แว่น โดยปรับปุ่มหมุนเล็กข้างๆช่องมองภาพจนชัดแทนแว่นตา NEX-5, NEX-3 ไม่มีตัวปรับแก้สายตา ส่วน E-PL1 และ GF1 มีมาให้

Sweep Panorama : เป็นข้อดีของ NEX-3, NEX-5 ที่รุ่นอื่นไม่มี สามารถถ่าย Panorama ได้โดยการกวาดกล้องไปรอบๆ แล้วกล้องจะทำการต่อภาพให้เองในตัวเลย หากเทียบกับ GF1, E-PL1 ที่ต้องถ่ายเป็นรูปๆแล้วไปต่อในคอมพิวเตอร์ ก็ค่อนข้างลำบากกว่ามาก

เปรียบเทียบคุณภาพไฟล์ภาพ GF1, E-PL1, NEX-5

ในเรื่องคุณภาพของไฟล์ภาพ ขอยกเอาผลการทดสอบจากเวป dpreview.com มาให้ดูกัน เพราะยังไงถึงทดสอบเองก็ทำไม่ได้ละเอียดกว่าเค้าอยู่ดี ^^" การทดสอบจะทำโดยถ่ายภาพมาตรฐานในสตูดิโอโดยใช้กล้องแต่ละตัวและปรับ ISO ต่างๆกันไป แล้วเอาส่วนต่างๆของภาพมาเปรียบเทียบสีสัน รายละเอียด ความคมชัด จริงๆแล้วในเรื่องคุณภาพของภาพยังมีเรื่องอื่นๆอีก แต่ขอยกมาแค่เรื่องนี้เพราะเป็นประเด็นหลัก สามารถใช้เป็นตัวเปรียบเทียบคุณภาพในการถ่ายภาพที่สภาวะแสงปกติหรือกลางวัน โดยดูที่ ISO ต่ำๆ (200) หรือดูคุณภาพการถ่ายกลางคืนหรือแสงน้อยโดยใช้ ISO สูงๆ (1600) เป็นเกณฑ์



ภาพทดสอบมาตรฐานของ dpreview

ISO 200

ดูผลก็เห็นค่อนข้างชัดเจนว่า GF1 และ E-PL1 ให้ผลค่อนข้างใกล้เคียงกันมาก ส่วน NEX-5 ความคมและ contrast จะต่ำกว่า สังเกตุจากขนเส้นขนในภาพขวามือก็จะเห็นชัดเจนว่าแตกต่างกัน



ISO 1600

ที่ ISO สูงๆ เป็นเรื่องธรรมดาที่รายละเอียดของภาพจะหายไปบ้างเนื่องจากมี noise เกิดขึ้นในภาพและระบบลด noise ภายในกล้องแต่ละรุ่นจะทำการลด noise ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จำทำให้รายละเอียดเล็กๆน้อยๆสูญเสียไปพร้อมกับ noise จากผลการทดสอบ เห็นได้ชัดเลยว่า E-PL1 ให้ภาพที่ยังคงรายละเอียดไว้ได้ค่อนข้างดีในขณะที่ระดับของ noise ก็ค่อนข้างต่ำ ส่วน GF1 มี noise เกิดขึ้นมาที่สุดและรายละเอียดก็สูญเสียไปเยอะพอสมควร ในขณะที่ Sony NEX-5 ก็สูญเสียรายละเอียดไปบ้างแต่ระดับของ noise ยังคงดีกว่า GF1 ที่ ISO สูงๆ



โดยสรุปแล้ว คุณภาพไฟล์เมื่อถ่ายในที่แสงเพียงพอ ISO ไม่สูง E-PL1 จะใกล้เคียงกับ GF1 และเหนือกว่า NEX-5 แต่ถ้าถ่ายในที่แสงน้อยหรือ ISO สูง E-PL1 ก็ยังคงทำได้ดี รองลงมาก็เป็น NEX-5 ส่วน GF1 จะมีปัญหาเรื่อง noise มากกว่าอีกสองรุ่น หากพิจารณาจากผลข้างต้น ในเรื่องคุณภาพไฟล์ภาพ ก็คงต้องยกให้ E-PL1 ดีที่สุดในทุกสภาวะ ส่วน GF1 และ NEX-5 ก็มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกัน แต่ต้องไม่ลืมว่าผลการทดสอบพิจารณาจากไฟล์ JPEG ซึ่งผ่านการประมวลผลของ processer แล้ว หากเราใช้ไฟล์ RAW และนำมาประมวลผลเองในคอมพิวเตอร์ก็สามารถควบคุมเรื่อง noise เองได้ตามความต้องการ

คุณภาพที่แตกต่างกันในการทดสอบเป็น เพราะผู้ทดสอบมีการควบคุมสภาพแวดล้อมและทดสอบในเงื่อนไขที่ต้องการให้เห็นผล ชัดเจน เช่น การดูภาพที่ 100% crop ซึ่งในสภาวะการใช้งานจริง คนส่วนมากอาจรับรู้ถึงความแตกต่างเหล่านี้เลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับความซีเรียสของแต่ละคน การจะเลือกกล้องซักตัว นอกจากจะคำนึงถึงเรื่องคุณภาพของไฟล์แล้วอย่าลืมดูเรื่องอื่นๆด้วย เช่น ความแข็งแรง การออกแบบ ความถนัดในการใช้งานประกอบด้วย แต่ละคนก็จะมีหลักเกณฑ์ที่ให้ความสำคัญในแต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน อย่าลืมยึดหลักตามการใช้งานของตัวเองเป็นหลัก

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง NEX-3 และ NEX-5

สำหรับคนที่กำลังจะตัดสินใจเลือก Sony อาจต้องเลือกระหว่าง NEX-5 และ NEX-3 ซึ่งทั้งสองรุ่นให้ไฟล์ภาพในระดับเดียวกัน การตัดสินใจเลือกคงต้องดูราคาและคุณสมบัติปลีกย่อยที่แตกต่างกัน ซึ่งได้สรุปให้ไว้ในตารางนี้



เรื่องแรกที่เป็นเรื่องหลักก็คือบอดี้ ของทั้งสองรุ่นใช้วัสดุแตกต่างกัน หากจับแค่ NEX-3 ก็คงพอใจกับการออกแบบและการประกอบระดับหนึ่งซึ่งก็ถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐาน Sony อยู่แล้ว แต่หากจับเทียบกับ NEX-5 ก็จะรู้สึกถึงความแตกต่างได้ชัดเจน NEX-5 เลือกใช้แมกนีเซียมอัลลอยซึ่งน่าจะหนักกว่า แต่ออกแบบให้บอดี้เล็กกว่าทำให้น้ำหนักใกล้เคียงกัน

การบันทึกวีดีโอ NEX-5 สามารถเลือกบันทึกได้ในแบบ AVCHD ที่ความละเอียด 1080i ได้

ในส่วน Drive Mode จะเห็นว่า NEX-5 รองรับการบันทึกโดยใช้ remote control ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริม ส่วน NEX-3 ไม่รองรับ

บทสรุป เลือกตามความเหมาะสม

GF1
เหมาะกับ > ผู้ใช้กล้อง DSLR และต้องการเปลี่ยนเนื่องจากต้องการความสะดวกในการพกพาโดยยังคงคุณภาพ คุณสมบัติการปรับแต่ง และความสะดวกใกล้เคียง DSLR มากที่สุด
ไม่เหมาะกับ > ผู้ที่ต้องการเน้น performance มากๆ ถึงจะเป็นรุ่นที่เร็วที่สุดในการทดสอบแต่ก็ยังไม่เทียบเท่า DSLR และผู้ที่ซีเรียสเรื่อง high ISO noise มากๆ

E-PL1
เหมาะกับ > ผู้ที่เน้นเรื่องคุณภาพไฟล์ภาพ คุณภาพไฟล์ภาพต่อราคาคุ้มค่าที่สุด
ไม่เหมาะกับ > ผู้ที่ต้องการถ่ายภาพที่ใช้ความไว เช่น ถ่ายแนว sport, street photography อาจจะไม่ทันใจเท่าที่ควร และความเนี้ยบของวัตถุดิบและการประกอบเป็นรองคู่แข่ง

NEX-5 / NEX-3
เหมาะกับ > ผู้ที่ต้องการขยับจากกล้องคอมแพคขึ้นมาเพื่อคุณภาพรูปที่ดีเทียบเท่า DSLR มีฟังก์ชั่นลูกเล่นเช่น Sweep Panorama สามารถปรับตั้งค่าต่างๆได้มากขึ้นกว่าคอมแพคในระดับใกล้เคียงกับ DSLR และคุณภาพเรื่อง noise ดีเยี่ยม
ไม่เหมาะกับ > ผู้ที่ต้องการใช้งานแบบแมนนวลบ่อยๆหรือเป็นประจำ เพราะอาจไม่สะดวกเท่าที่ควร และมีความสามารถในการปรับแต่งไม่มากนัก

ขอบคุณที่มาของบทความ : www.zoomcamera.net

References : ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลส่วนหนึ่งจาก
www.photoxels.com
www.seriouscompacts.com
www.digitalrev.com
www.dpreview.com


Credit www.sanook.com

วันนั้นมาเดินชิวชิวที่Darling Harbourมาเจอเขาจุดพลุพอดี สวยมาก!






ภาพนี้ถ่ายที่สถานีรถไฟ Stanmore,Sydney ตอนนั้นกำลังจะออกไปทำงาน และฝนเพิ่งหยุดตกพอดี

ภาพคนรอรถเมล์ที่Circular Quay
Sydney Circular Quay

ชิวชิวที่ Circular Quay

Circular Quay สร้างขึ้นรอบๆอ่าวซิดนีย์ หลายคนเลือกที่จะเรียกที่นี่ว่าเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง ผู้คนที่อพยพจากยุโรปรุ่นแรกๆในสมัยบุกเบิกเข้ามาตั้งรกรากในที่ที่เรียกว่า Tank Stream ซึ่งตอนนี้กลายเป็นอุโมงค์ลอดทะเลสำหรับให้รถวิ่ง


Circular Quay เคยเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางเรือของซิดนีย์มาเนิ่นนาน แต่จากสภาพของบ้านเมืองและเศรษฐกิจที่แปรเปลี่ยน ทำให้ปัจจุบันสถานที่นี้กลายเป็นศูนย์การคมนาคมและสันทนาการไปแทน มีท่าเรือเฟอรี่ สถานีรถไฟ ท่าเรือสำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ คละเคล้าไปกับ ภัตตาคาร ร้านอาหาร สวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย และแน่นอนเป็นที่ตั้งของ Sydney Opera House ที่โด่งดัง
คือการถ่ายภาพเป็นชุด โดยกำหนดให้ภาพมีสภาพ แสงปกติ(+-0) ,โอเวอร์ และ อันเดอร์ (กล้อง DSLRส่วนมากตั้งได้) อาจจะ 3-7ภาพก็ได้
แล้วนำภาพที่ได้มาเลือกว่าจะเอารูปไหน...หรือ นำภาพทั้งชุดมารวมกันโดยใช้โปรแกรม ฯลฯ
ส่วนมากใช้กับ สภาพแสงที่ต่างกันมากๆ หรือ สีที่ต่างกันมากๆ เกินกว่าที่กล้องจะรับได้ด้วยการถ่ายครั้งเดียว
นอกจากจะถ่ายคร่อมแสงได้แล้ว ยังสามารถเลือกในการถ่ายคร่อม WB ได้อีกด้วย ระบนี้มีความจำเป็นมากในอดีต เพราะลองนึกถึงสภาพที่ช่างภาพต้องการภาพนั้นมากๆ เพื่อความชัวร์ไม่รู้ว่าถ่ายมาโอเวอร์หรืออันเดอร์ ก็ต้องเลือกถ่ายคร่อมไว้ก่อน แต่เดี๋ยวนี้ดูที่ LCD ดู histogram ได้หมด



Darling harbour,Sydney
เว็บไซต์เปรียบเที่ยบ Olympus e-pl1 และ Olympus e-pl2
ที่ดีมาก ตามlinkนี้เลยครับ
http://snapsort.com/compare/Olympus-E-PL2-vs-Olympus_PEN_E-PL1
นวัตกรรมความคิด อาทิตย์ที่ 14 มีนาคม 2553
อนุชัย ศรีเจริญพู่ทอง
ช่างภาพโฆษณาระดับโลก


credit
http://www.youtube.com/TheCreativePeoples
ออกใหม่แล้วสำหรับ E-PL 2 กล้องดิจิตอลคอมแพ็คแบบเปลี่ยนเลนส์ได้ชนิด MIL (Mirrorless interchangeable lens) หรือโอลิมปัสเรียกว่า PEN E-PL 2 นั้นยังคงรูปร่าง หน้าตาใกล้เคียงกับกล้องรุ่นเดิม E-PL 1 และมาพร้อมกับเซนเซอร์รับภาพ 4/3 (Micro Four Thirds) แบบ Live MOS ความละเอียด 12.1 ล้านพิกเซล สิ่งที่เพิ่มเข้ามาจากกล้องรุ่นพี่ E-PL1 คือจอแสดงผลแอลซีดีมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 3 นิ้ว มีความละเอียดสูงขึ้นเป็น 460,000 จุด, ISO สูงสุดเพิ่มจากเดิมมาอยู่ที่ 6400 ช่วยให้การถ่ายแบบในเวลากลางคืนได้ดีขึ้น, เพิ่มความเร็วชัตเตอร์มาอยู่ที่ 1/4000 วินาที ช่วยในการถ่ายภาพเคลื่อนไหวให้หยุดนิ่งได้

ส่วนการอัพเกรดอื่น ๆ เช่น ปรับระบบโฟกัสให้ทำงานได้แม่นยำขึ้น,ระบบ Live-Guide ช่วยให้สามารถดูภาพที่ใส่เอฟเฟ็คพิเศษได้ทันที,ฟีเจอร์ทำภาพให้เป็นแบบ Lomo,และลูกเล่นใหม่ที่เพิ่มเข้ามาใน Artistic filters

ตัวเครื่อง (Body) ใช้วัสดุคุณภาพดีในการผลิต เลนส์ Kit M. Zuiko 14-42mm f3.5/5.6 zoom lens (28-84mm) ที่มาพร้อมกับ E-PL 2 ยังได้รับการปรับปรุงใหม่ ให้มีการตอบสนองที่รวดเร็วทั้งการถ่ายภาพนิ่ง และการถ่ายวีดีโอ ราคาตัวเครื่องอยู่ที่ประมาณ $600 (ประมาณ 18,000 บาท)

credit http://techalife.com

Olympus PEN E-PL2 Hands-on Review
nikon d7000 รีวิว





Credit พี่หาว
2how.com


อยู่สบายจนเคย เลยไม่คิดมีใคร ,,, เจอะบางคน น่าสนใจ ก็แค่พอพึงใจ ไม่ได้คิดรักจริง ^^
กำลังเก็บเงินซื้อกล้อง digital ตอนนี้ใช้กล้องมือถือถ่ายครับ อนาถจิต
กล้องไมโคร 4/3 อ่านว่า กล้องไมโครโฟร์เติร์ต (โฟร์ คือ 4 และ เติร์ต ก็คือ 3 นั่นเอง) เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการของกล้อง DSLR ซึ่งหมายความว่า กล้องดิจิตอลไมโคร 4/3 ก็เป็นกล้อง DSLR หรือกล้องดิจิตอล SLR ชนิดหนึ่ง นั่นเอง แล้วมีอะไรที่แตกต่างจากล้อง DSLR ทั่วไป และมีอะไรที่น่าสนใจที่ทำให้หลายๆ คนสอบถามกันมามาก..

ข้อแตกต่างของกล้องไมโคร 4/3 ต่างจากล้อง DSLR


เป็นกล้องระบบใหม่ ที่สามาารถเปลี่ยนเลนส์ได้ ให้คุณภาพภาพเหมือน DSLR แต่ไม่มีกระจกสะท้อนภาพ ทำให้ขนาดของมันเล็ก บาง กระทัดรัด เหมือน compact
ลาว : ดินแดนแห่งขุนเขาและสายน้ำ
ลักษณะภูมิศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมาประเทศลาวมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่ต่อมาภายหลังมาเสียดินแดนบางส่วนให้กับสยาม จนกระทั่งเข้าสู่ยุคปลดปล่อยจากการปกครองของฝรั่งเศส ทำให้ประเทศลาวมีเนื้อที่เหลือเพียง 236,800 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน อันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญถึง 13 สาย ด้วยกัน อาทิเช่น น้ำคาน น้ำงึม น้ำซับ น้ำแบง ฯลฯ แม่น้ำที่สำคัญที่สุดของลาวและเป็นแม่น้ำนานาชาติคือแม่น้ำโขง หรือที่คนลาวเรียกกันว่า แม่น้ำของ ซึ่งบางส่วนของแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของประเทศลาวในแขวงจำปาศักดิ์มีความกว้างถึงหนึ่งกิโลเมตร เกิดเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ขวางกลางแม่น้ำโขงคือ น้ำตกคอนตะเพ็ง ซึ่งมีความยาวตามลำน้ำเกือบสิบกิโลเมตร และมีความสูงราว 20 เมตร จากนั้นกระแสน้ำจึงไหลเข้าสู่จังหวัดตึงเตรงในประเทศกัมพูชาต่อไป จากเขตแดนลาวมีความยาวทั้งสิ้น 4,500 กิโลเมตร ชายแดนที่ติดกับประเทศไทยมีความยาว 1,730 กิโลเมตร ส่วนใหญ่มีแม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งเขตแดนทั้งสองประเทศ มีความยาวทั้งสิ้น 1,400 กิโลเมตร มีเทือกเขาที่สูงที่สุดในประเทศ ในแขวงเชียงขวาง ยอดเขาหลายแห่งมีความสูงกว่า 2,000 เมตร ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศคือ ภูเบี้ย มีความสูงประมาณ 2,820 เมตร
ไปเที่ยวไหนดีใครมีข้อมูลดีดีช่วยแนะนำด้วย จะเป็นทะเลหรือภูเขาก็ได้
ไหว้พระธาตุพนม ต่อด้วย พระธาตุเรณูนครต่อด้วย วัดด่านคอยสาว อ.นาแก(อยู่บนเขา) จริงๆมีหลาย
พระธาตุ ครบตามวันเกิด แต่จะไปให้ทั่วคงต้องธรรมโมธรรมมะ
ในเมือง ก้อมีaquaworld หนองญาติ(เล็กๆ) บ้านโฮจิมิน หมู่บ้านมิตรภาพไทย เวียดนาม
ตลาดอินโดจีน ล่องเรือชมนำ้โขงยามเย็น(หน้าตลาดอินจีน)
ของฝาก ต้อง หมูยอ กาละแม(พรประเสริฐ)


รูป รวม สถาน ที่ เที่ยว เมือง ปาย ...
-ปายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวปายในฝันที่ทุกคนอยากไปสัมผัส
-ปาย ปางอุ๋ง สถานที่ท่องเที่ยว ของ แม่ฮ่องสอน ที่น่าไป ท่องเที่ยว ปาย ปางอุ๋ง สถานที่ท่องเที่ยว ที่สวยงามมากๆ คิดแล้วอยากไป ท่องเที่ยว ว่าแล้วเราไป ...
-นักท่องเที่ยวมาเที่ยวปายส่วนใหญ่มาพักผ่อน ชมบรรยากาศ พักรีสอร์ทที่บรรยากาศดีและ เที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอปาย และแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่รอบๆ อำเภอปาย


ลืมไปก่อน - Buddha Bless Feat.เกรียน peace

คือ ลืม ลืมฉันลืมไปก่อน ได้ไหมลืมไปก่อน ทำเหมือนว่าเราไม่เคยได้พบกัน ...


เที่ยวเมืองปาย
อ.ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน นับว่าเป็นอำเภอที่น่าท่องเที่ยวที่สุดอำเภอหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ด้วยความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทะเลหมอก ภูเขา และอื่นๆ ที่ดูเป็นธรรมชาติอันงดงาม จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม ปาย ถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ที่คนนึงถึง ในส่วนของ ที่พักปาย เป็นที่พักราคาไม่แพงจนเกินไปนัก เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวกันเลยทีเดียว
อำเภอปายเป็นเมืองเก่าแก่ ประชากรที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนแห่งนี้มาแต่เดิมคือชาวพ่ายหรือไปร ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาตระกูลออสโตร-เอเชียติก สาขาว้า-เรียง ดังมีร่องรอยหลักฐานซากวิหารและเจดีย์กระจายอยู่ทั่วไปทั้งบนภูเขาสูง ที่ดอนเชิงเขา บริเวณพื้นราบลุ่มน้ำปาย บางแห่งก่อสร้างด้วยหิน เช่น ในผืนป่าบริเวณใกล้น้ำตกเอิกเกอเต่อ ซึ่งเป็นต้นน้ำแม่ปิงน้อย บางแห่งมีการขุดคูเป็นร่องลึกบนภูเขาสูงชัน มีเจดีย์บนยอดเขา

มีหลักฐานว่าเจ้าเมืองคนแรกคือ ขุนส่างปาย ในสมัยพระเจ้ามโหตรประเทศ พระราชาธิบดีเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ส่งเจ้าแก้วเมืองออกสำรวจชายแดน ได้พบว่าภูมิประเทศน่าสนใจ จึงแนะนำให้ขุนส่างปายย้ายเมืองมาตั้งฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปายเพราะเป็นที่ราบกว้างขวาง ผู้คนจึงเรียกเมืองใหม่ว่า "เวียงใต้" ส่วนเมืองเก่าเรียกว่า "เวียงเหนือ"


ก้อนหินละเมอ Soul After Six

ทัวร์เกาะพีพี

Thursday in Chatswood Mall, Victoria



 Mr B's Hotel Sydney: Saturday 27th Feb 2010
เทคนิคถ่ายภาพบุคคลกับวิว
เรียนรู้เรื่องกล้องเบื้องต้น โดยนายตากล้อง
กล้องดิจิตอลแบบใหม่ ระบบ Micro Four-Thirds ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับกล้องแบบ SLR ถ่ายภาพได้
สวยงาม โดยสามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ แต่มีขนาดเล็กลงมาก สะดวกในการพกพา ในขณะที่เขียน (6 พ.ย. 52)
มี 2 ยี่ห้อที่กำลังแข่งขันกันได้แก่ Olympus Pen E-P1 ซึ่งประกาศเปิดตัวเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 และ
ต่อมา Panasonic ได้ประกาศเปิดตัวกล้อง Panasonic DMC-GF1 เมื่อ 2 กันยายน 2552 โดยกล้องทั้ง
2 รุ่น มีความคล้ายกัน แต่จากการทดสอบโดยเว็บไซต์ dpreview ได้ระบุข้อเด่น ข้อด้อย ของแต่ละกล้องเอาไว้
อย่างละเอียด สรุปสั้นๆได้คือ กล้อง Panasonic GF1 ทำการโฟกัสได้เร็ว มีไฟช่วยในการโฟกัส มีแฟลชในตัว
แต่ภาพที่ถ่ายแบบ jpeg จะมี Dynamic Range ต่ำกว่าถ้าจะให้สวย ต้องถ่ายแบบ RAW สำหรับกล้อง
Olympus E-P1 นั้น โฟกัสได้ช้ากว่าเล็กน้อย ไม่มีไฟช่วยในการโฟกัส ไม่มีไฟแฟลชในตัว แต่ภาพถ่ายแบบ
jpeg จากการทดสอบของ dpreview มี Dynamic Range ดีกว่า

จากการทดสอบโดย dpreview ทำให้เห็นว่า ผู้ที่จะใช้กล้องแบบนี้ อาจจะต้องคิดมาก เพราะนอกจากจะมี
ราคาแพง เทียบเท่ากับกล้อง SLR รุ่น Entry Level ถึงรุ่นกลางๆ แล้ว ขณะนี้ยังมีเลนส์ให้เลือกใช้ไม่มาก
ที่มากับชุดกล้องแบบ Kit มีเลนล์ให้เลือกเพียง 2 แบบ แต่ในกลางปี 2553 จะมีเลนส์ของ Olympus ออกมา
อีก 2 แบบ

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2552 หรือเพียง 5 เดือน หลังจากเปิดตัวกล้อง Olympus E-P1 รายนี้ก็ได้ประกาศ
เปิดตัวกล้อง Olympus Pen E-P2 เมื่อตรวจดูว่ามีอะไรใหม่ๆมาเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่น E-P1
ก็พบดังนี้

1. ปรับปรุง Hot-Shoe โดยเพิ่มเติมอุปกรณ์ช่องมองภาพ (External View Finder) ที่มีมุมรับภาพ 100%
และยกขึ้นในมุมเงยได้ 90 องศา โดยเพิ่มพอร์ทข้างใต้ Hot-Shoe และสามารถต่อไมโครโฟนภายนอกได้
โดยอุปกรณ์ View Finder เป็นชุดมาพร้อมกับกล้อง
2. ปรับปรุงเพิ่มระบบโฟกัสภาพต่อเนื่อง (AF Tracking) ซึ่งใช้ได้ทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอ
3. เพิ่ม Art Filters อีก 2 แบบ
4. เพิ่มฟังชั่น i-Enhance ที่ช่วยเร่งสีให้จัดจ้านขึ้น
5. สามารถควบคุมการเล่น Slide Show ได้โดยผ่าน HDMI

สำหรับเรื่องที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็คือ Olympus E-P2 ยังคงใช้จอ LCD ที่มีความละเอียด 230,000
พิกเซล ไม่มีไฟช่วยในการโฟกัส และไม่มีไฟแฟลชในตัว ซึ่งทาง Olympus คงจะมีเหตุผลในเรื่องดังกล่าว
เช่น เป็นการรักษารูปแบบการ Design เดิมๆ (Retro Design) ของกล้อง Olympus Pen เอาไว้ ส่วน
จอ LCD ถ้าดูได้ไม่ชัดในกรณีถ่ายภาพกลางแจ้ง ก็ให้ติด View Finder ดูได้ และการถ่ายภาพในที่มืดแสงน้อย
ก็อาจต้องการให้ตั้ง ISO สูงๆ ซึ่งอาจจะไม่ต้องการไฟแฟลช แต่ก็อาจมีปัญหาในการถ่ายภาพแบบที่เราต้อง
การใช้ไฟแฟลช แบบ Fill Flash ซึ่งแน่นอนว่า ต้องจัดหา External Flash เอาเอง ทำให้ต้องขนอุปกรณ์
พวกนี้ไปด้วย สำหรับเรื่องความเร็วในการโฟกัสนั้น ยังคงเหมือนเดิม

ในด้านราคานั้น ได้เพิ่มสูงขึ้นมาก จากเดิม E-P1 ราคาประมาณ 800 เหรียญสหรัฐ หรือ 29,900 บาท ใน
ประเทศไทย แต่รุ่น E-P2 ราคา 1,099 เหรียญสหรัฐ แพงขึ้น 37% ในประเทศไทยคงจะขายในราว 40,000
บาท โดยได้ช่องมองภาพภายนอก และเลนส์คิทหนึ่งตัว ระหว่าง ZUIKO Micro 4/3 14-42 mm f3.5-5.6
(เทียบ เท่า 28-84 mm กล้องฟิล์ม 35 มม.) หรือ เลนส์แพนเค้ก 17 mm f2.8

กำหนดวางตลาดในต่างประเทศ : มกราคม 2553 (แต่ได้เปิดตัวในงาน Photo fair 2009
ที่ ไบเทค บางนา แล้ว)


ความละเอียด 12.3 ล้านพิกเซล (Effective)
ใช้เซนเซอร์ 4/3" Hi-Speed Live MOS
จอ LCD ขนาด 3" ความละเอียด 230,000 พิกเซล
ขนาดภาพใหญ่ที่สุด 4032 x 3024 พิกเซล
อัตราส่วนของภาพ 4:3, 3:2, 16:9, 6:6
ฟอร์แมทของไฟล์ RAW, RAW+JPEG, JPEG, AVI Motion JPEG
ระบบออโต้โฟกัส : มี AF Tracking
ISO : Auto, 200 -3200, Manual 100 - 6400
Shutter Speed : 60-1/4000 sec
ถ่ายวิดีโอได้ด้วยความละเอียดสูงสุด 1280 x 720 และแบบ 640 x 480 พิกเซล 30 fps
ขนาด 121 x 70 x 36 มม. น้ำหนัก 335 กรัม (ไม่รวมแบตเตอรี่)
ถ้ารวมแบตเตอรี่ SD Card, View Finder และเลนส์ขนาด 14 - 42 มม. น้ำหนัก
รวม ประมาณ 580 กรัม
Micro 4/3 อ่านว่า Micro Four Third
งั้น รู้จัก 4/3 ธรรมดาก่อนละกัน ระบบ 4/3 เป็น format ของเซ็นเซอร์รับภาพแบบใหม่
ส่วน Micro 4/3 นั้นเป็นแนวคิดที่จะย่อส่วนกล้องลง โดยยังคงใช้แนวคิดและรูปแบบของ 4/3 อยู่ โดยจะออกแบบให้ตัวกล้องไม่มีห้องกระจก และดูภาพแบบ Live Viewer โดยตรงจากจอ LCD

หรือจะพูดให้ง่าย 4/3 มันคือกล้องในตระกูล DSLR ที่ว่าเป็นกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้(ในความเข้าใจของคนทั่วไป) ที่คนส่วนใหญ่มักมีความเชื่อผิดๆที่ว่า คนใช้กล้องแบบนี้จะดูดีมีชาติตระกูล ถ่ายรูปเก่ง ไว้ใจได้ ไฮโซ
แต่ป่าวเลย ฮ่าๆ ตอนนี้ก็รู้สึกว่าจะมีแค่พานา กับโอลี่ อะนะ ที่ออกระบบ 4/3 มา

กล้องระบบ 4/3 จะมีความคมชัดที่เรียกว่า คมจากขอบจรดขอบ เนื่องด้วยขนาดเซนเซอร์ที่เล็กกว่านั่นล่ะ
ทำให้กล้องในระบบนี้ มีขนาดเล็กกว่าชาวบ้าน แต่ที่เล็กกว่ามากๆอย่างเห็นได้ชัดก็คือ เลนส์เทเลซูม
ยิ่งซูมเยอะๆ ถ้าไปเทียบกับกล้องอื่นแล้วจะมีขนาดที่เล็กมากกว่าทีเดียว นั่น อธิบายงงได้อีก

จะให้ชัดๆเลยก็ต้องไปจับ ไปคลำ G1 และ GH1 ของพานาเค้าดู สองตัวนี้ใช่เลย micro 4/3
เลนส์กล้องนั้นสำคัญมาก ในการที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกต่างๆของภาพยนตร์ให้ได้ตามอารมณ์ที่ต้องการ ดังนั้นคุณสามารถใช้ความรู้เรื่องเลนส์กล้อง ไปสร้างอารมณ์ให้กับภาพยนตร์เพื่อให้เกิดความสมจริง และถ่ายทอดได้อย่างตรงความต้องการ

จากกระทู้ในเว็บสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
http://www.rpst-digital.org/forum/showthread.php?t=14128
ขอขอบคุณ น้า stamp

เลนส์มันแพงพอๆกับกล้องเลยนะครับ เตรียมใจไว้รึยัง เอาแบบคร่าวๆก่อนนะครับ

เลนส์ทุกตัวจะมีความยาวโฟกัสบอกไว้ครับ
เช่น เลนส์ kit คือ 18-55mm

หมายถึงเลนส์ตัวนี้มีความยาวโฟกัสเริ่มต้นที่ 18mm และซูมได้จนถึง 55mm ครับ
แต่ก็มีบางตัวคือเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสคงที่ เช่น 50mm...แบบนี้ซูมไม่ได้ครับ อยากซูมต้องเดินเอาครับ

ความยาวโฟกัสน้อยๆ (ไม่เกิน 28) จะเรียกว่าไวด์ คือกว้าง ถ่ายเห็นทั้งภูเขา
ความยาวโฟกัสกลางๆ (28-70) จะเรียกว่านอร์มอล คือ เท่าๆสายตามนุษย์
เพราะสายตาคนเรามีความยาวโฟกัส 50mm ครับ
ความยาวโฟกัสมากๆ (70 ขึ้นไป) จะเรียกว่าเทเล พูดง่ายๆก็คือ ซูมไกลๆนั่นเองครับ

เลนส์ไม่ได้มีแต่ความยาวโฟกัสบอกครับ

จะมี f บอกด้วย...มันคือรูรับแสงกว้างสุดของเลนส์ครับ

f มาก รูแคบ
f น้อย รูกว้าง

เลนส์ที่มี f น้อยๆ (รูกว้าง) ราคาจะแพงครับ เพราะชิ้นเลนส์จะใหญ่ขึ้น และเปิดให้แสงเข้าได้มาก
เวลามองจากช่องมองภาพ จะเห็นภาพชัดและสว่าง และจะทำให้กล้องโฟกัสได้ดีขึ้นครับ

เลนส์จะมีค่า f อยู่ 2 แบบครับ คือ
- f กว้างสุดคงที่ตลอดช่วงซูม
- f กว้างสุดเปลี่ยนไปตามช่วงซูม

ซึ่งเลนส์ดีๆ มักจะมี f กว้างสุดคงที่ตลอดช่วงซูมครับ
เพราะว่าทำให้ค่าแสงไม่เปลี่ยนเมื่อทำการซูมเพื่อจัดองค์ประกอบภาพ เช่น 70-200 f/2.8

ส่วนเลนส์ที่มี f กว้างสุดเปลี่ยนไปตลอดช่วงซูม จะเป็นเลนส์ที่ยิ่งซูม รูยิ่งแคบลงครับ
เช่น 18-200 f/3.5-6.3 คือ เริ่มที่ 18mm จะให้ f กว้างสุดที่ f/3.5 และเมื่อซูมไปเรื่อยๆ ค่า f ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จนถึงที่ 200mm จะให้ f กว้างสุดที่ f/6.3 ครับ...ข้อเสียคือ ภาพที่เห็นในช่องมองภาพจะมืดลงเรื่อยๆเมื่อซูม
และ shutter speed จะลดลง และมีโอกาสที่ภาพจะเบลอจะมากขึ้นครับ

ค่า f number นี้ เราสามารถปรับลดลงได้นะครับ
บางคนอาจคิดว่า ถ้าชั้นซื้อเลนส์ f/2.8 คงที่ตลอดช่วงซูมมา
แล้วอยากจะใช้ f/8 หรือ f/22 จะทำยังไง...อันนี้ปรับได้นะครับ

เลนส์ของ Canon (รวมถึงเลนส์ของยี่ห้ออิสระทั้งหลาย) ในปัจจุบันจะทำออกมาสำหรับกล้องดิจิตอลที่มีตัวคูณ
(ทุกรุ่นที่ไม่ใช่ 5D กับ 1Ds)...สาเหตุเนื่องมาจากกล้องพวกนี้จะมีเซนเซอร์รับภาพที่มีขนาดเล็กกว่าฟิล์มครับ
ดังนั้น เขาจึงทำเลนส์ออกมาให้ได้ภาพตกที่เซนเซอร์แบบพอดีๆครับ (ดูภาพประกอบ)



อธิบายภาพ...
ถ้าเป็นเลนส์สำหรับกล้องฟิล์ม ต้องออกแบบให้ได้ภาพ คลุมทั้งกรอบสีฟ้า
แต่ถ้าเป็นเลนส์สำหรับกล้องดิจิตอลตัวคูณ ออกแบบให้ได้ภาพ คลุมแค่กรอบสีแดงก็พอ (เล็กลง)

ข้อดีสำหรับเลนส์สำหรับกล้องดิจิตอลคือ...ถูก และ ขนาดเล็กลงครับ

อย่างไรก็ตาม
เราก็ยังเอาเลนส์สำหรับกล้องฟิล์มมาใช้กับกล้องดิจิตอลตัวคูณได้อยู่นะครับ
แต่จะเอาเลนส์สำหรับกล้องดิจิตอลมาใส่กับกล้องฟิล์ม หรือ กล้องฟูลเฟรมไม่ได้ครับ
(กล้องฟูลเฟรม คือ กล้องที่มีเซนเซอร์ใหญ่เท่าฟิล์ม คือ 5D กับ 1Ds)

(สาเหตุที่เอาเลนส์สำหรับกล้องดิจิติลมาใส่กล้องฟิล์มไม่ได้ก็เพราะ มันจะมีภาพแค่ในบริเวณกรอบสีแดงน่ะครับ
...บริเวณขอบภาพจะดำหมดเลย...เรียกว่าติดขอบดำครับ...
นอกจากนั้น ถ้าเป็นเลนส์สำหรับกล้องดิจิตอลของ Canon (รหัส EF-S)
ตูดเลนส์จะยื่นเข้าไปในบอดี้มากกว่าปกติ...ซึ่งตูดเลนส์ที่ยื่นออกไปนี้จะไปขวางกระจกสะท้อนภาพไว้
ทำให้กระจกสะท้อนภาพยกขึ้นไม่ได้และถ่ายภาพไม่ได้ครับ)

ซึ่งเลนส์ทุกตัว ถ้าเอามาเสียบกับกล้องดิจิตอลตัวคูณ (ของ Canon)
ความยาวโฟกัสจะถูกคูณด้วย 1.6 ทุกตัวครับ
(บางคนสับสนว่าเลนส์สำหรับดิจิตอลไม่ต้องคูณ...จริงๆต้องคูณทุกตัวนะครับ)

ที่ต้องคูณเพราะ ขนาดเซนเซอร์มันเล็กลง ภาพที่ได้จึงเสมือนว่าถูกซูมเข้าไปอีกนิดนึงครับ
เช่น จาก 50 กลายเป็น 80 เป็นต้น (ดูภาพประกอบ)



ทั้งนี้ทั้งนั้น มันไม่ใช่การซูมจริงๆนะครับ มันเป็นแค่การ crop ภาพตรงกลางมาเท่านั้นเอง

ถ้าเป็นเลนส์ Canon จะมีรหัสนำหน้า 2 แบบคือ
EF...ใช้ได้กับฟิล์มและดิจิตอลรวมทั้งฟูลเฟรม
EF-S...ใช้ได้กับกล้องตัวคูณเท่านั้น

ถ้าเป็นเลนส์ Sigma จะเขียนรหัสต่อท้ายเลนส์ไว้คือ
DG...ใช้ได้กับฟิล์มและดิจิตอลรวมทั้งฟูลเฟรม
DC...ใช้ได้กับกล้องตัวคูณเท่านั้น

ถ้าเป็นเลนส์ Tamron จะเขียนรหัสต่อท้ายเลนส์ไว้เหมือนกันครับ คือ
DI...ใช้ได้กับฟิล์มและดิจิตอลรวมทั้งฟูลเฟรม
DI II...ใช้ได้กับกล้องตัวคูณเท่านั้น

...

วิธีเลือกเลนส์

ถ่ายวิว ใช้เลนส์ไวด์ครับ

- EF-S 18-55 f/3.5-5.6...ฟรีครับติดมากับกล้อง
- EF-S 18-55 f/3.5-5.6 IS...เป็นเลนส์คิทตัวใหม่จาก Canon ครับ ติดกันสั่นมาให้
และมีคุณภาพ Optic ดีกว่าเดิมพอสมควร ราคาน่ารักที่ 4000-5000 กว่าๆครับ
- EF-S 10-22 f/3.5-4.5...2 หมื่นนิดๆ กว้างที่สุดสำหรับกล้องตัวคูณครับ
- EF 17-40 f/4L...2 หมื่นกลางๆ มีรูรับรับแสงคงที่ คมมาก สีสวย และโฟกัสเร็วครับ
(L ที่ต่อท้ายชื่อเลนส์ หมายถึง เลนส์นี้เป็นเลนส์ระดับโปรของ Canon ครับ
คุณภาพทาง optic และโครงสร้างจะดีกว่าเลนส์ทั่วไป)
- Sigma 10-20 f/4-5.6 DC...เลนส์ค่ายอิสระ หมื่นปลายๆ กว้างสะใจเช่นกัน
เขาบอกกันมาว่าคมและสีพอๆกับ EF-S 10-22...แต่สังเกตให้ดีๆ เลนส์ Sigma ตัวนี้จะมี f แคบกว่า Canon นะครับ

กรณีที่ซื้อ 400D (หรือ 350D หรือ 30D ก็เหอะ)...เนื่องด้วยขนาดของเซนเซอร์รับภาพที่เล็กกว่าฟิล์ม
จึงทำให้เวลาที่เราใช้เลนส์ จะต้องคูณความยาวโฟกัสด้วย 1.6 เสมอจึงจะออกมาเป็นความยาวโฟกัสที่เราเห็นจริงๆครับ
เรียกว่า field of view<<<อธิบายเพิ่มข้างบนแล้วนะครับ

ดังนั้นเวลาผมบอกความยาวโฟกัสไป ก็กดเครื่องคิดเลขเอาเองนะครับ
ว่าจริงๆแล้วเมื่อคิด fov x1.6 แล้วจะได้ความยาวโฟกัสเท่าไร

ถ่ายทั่วไป ใช้เลนส์นอร์มอลครับ

- EF-S 18-55 f/3.5-5.6...ก็เป็นนอร์มอลเหมือนกัน
- EF-S 18-55 f/3.5-5.6 IS...เหมือนตัวบน แต่ติดกันสั่นมาให้ ทำให้ถือเดินเล่นได้สบายขึ้นในที่แสงน้อยๆครับ***
- EF 17-40 f/4L...ก็ใช้ถ่ายทั่วไปได้ สำหรับคนไม่ต้องการซูมมากๆ แต่อยากได้คมๆ สีสวยๆ
- Tamron 17-50 f/2.8 DI II...หมื่นนิดๆ รูรับแสงคงที่ ตัวนี้คมมากครับ ติดว่าโฟกัสช้านิดนึง
และสีค่อนข้างอมเหลือง (อมส้ม)
- Tamron 28-75 f/2.8 DI...หมื่นนิดๆ เหมือนกันกับข้างบน ผลิตมาเพื่อใช้กับกล้องฟิล์มครับ
(แต่ดิจิตอลก็ใช้ได้ โปรดสังเกตว่า 17-50 คูณ 1.6 จะได้ประมาณ 28-80 คือช่วงเดียวกัน)
- EF 50 f/1.8...ไม่เกิน 4 พัน เป็นเลนส์ที่ทุกคนที่เล่น SLR เคยใช้ครับ และส่วนใหญ่จะมีเป็นของตัวเอง
ด้วยราคาที่ถูกแต่คุณภาพเหลือล้น เพราะเป็นเลนส์ฟิกซ์ (ความยาวโฟกัสคงที่) ทำให้ภาพคม (มาก)
และให้ f สูงสุดถึง 1.8 ทำให้สามารถนำไปถ่ายในที่แสงน้อยๆได้ดี
- EF-S 17-85 f/4-5.6 IS...หมื่นปลายๆ ซูมได้เยอะ โฟกัสเร็ว และมีระบบ IS คือ กันสั่น
ช่วยให้ถือกล้องถ่ายด้วยมือเปล่าได้ที่ความเร็วชัตเตอร์น้อยกว่าปกติครับ เอาไว้ถ่ายตอนแสงน้อยๆ
- Sigma 18-200 f/3.5-6.3 DC OS...หมื่นปลายๆ เลนส์ครอบจักรวาลจาก Sigma ที่มาพร้อมกันสั่น
(OS ก็คือ IS นั่นล่ะครับ แต่เป็นของ Sigma) สำหรับคนขี้เกียจเปลี่ยนเลนส์ครับ

(เพิ่มนิดนึงครับ...คนที่เพิ่งเปลี่ยนจากเล่น compact มาเป็น SLR มักจะอยากได้เลนส์ประเภทนี้
คือ ซูมทั้งใกล้และไกลในตัวเดียวกัน แต่ผมไม่แนะนำครับ เพราะ
- คุณภาพไม่ดี...ไวด์ภาพป่อง นอร์มอลภาพไม่คม เทเลภาพซอฟต์
- ซูมไกล แต่รูรับแสงแคบ ทำให้สปีดตก...ภาพเบลอ ถึงแม้จะมีกันสั่นก็ช่วยไม่ค่อยไหวครับ
- แพง...สามารถซื้อเลนส์แยกช่วงคุณภาพดีๆ ได้เกือบ 2 ตัวแน่ะ

สรุปว่าได้แต่สะดวกครับ ซึ่งไหนๆเราก็ซื้อกล้องที่มันเปลี่ยนเลนส์ได้แล้วก็น่าจะซื้อเลนส์มาเปลี่ยนบ้างนะครับ)

ถ่ายไกลๆ ใช้เลนส์เทเลครับ

- EF 75-300 f/4-5.6...6-7 พัน โฟกัสเร็วดี
- Sigma 70-300 f/4-5.6 DG macro...6-7 พันเช่นกัน เห็นเขาว่าดีกัน แต่ผมไม่เคยใช้ครับ
macro ไ้ด้หน่อยๆ โฟกัสช้ากว่าตัวแรกครับ
- EF 70-200 f/4L...2 หมื่นกว่าๆ เลนส์โปรยอดนิยมครับ ถูกสุดแล้วในบรรดาเลนส์ L
ภาพคม สีสวย โฟกัสเร็ว และที่เจ๋งคือ ซูมไม่ยื่นครับ
- EF 70-300 f/4-5.6 IS...สองหมื่นนิดๆ คุณภาพสูสีกับ 70-200 f/4L ครับ คม สีสวย
แพ้ที่เรื่องโครงสร้างและระบบโฟกัสนิดหน่อย แต่ก็ดีกว่าตัว 75-300 กับ Sigma 70-300 อยู่มากทีเดียว
แถมมีกันสั่นอีกด้วยครับ
- EF-S 55-250 f/4-5.6 IS...เก้าพัน เลนส์ดีคุ้มราคา คมใช้ได้ ที่สำคัญ มีกันสั่นครับ
สำหรับคนงบน้อยแต่อยากได้กันสั่น

ถ่ายคน ใช้เลนส์ที่ f น้อยๆ หรือเลนส์เทเลครับ (ประมาณ 85-135)
เพราะจะทำให้หลังเบลอสวย ช่วยขับตัวแบบให้เด่นขึ้นมาครับ

- EF 50 f/1.8...แม้ความยาวโฟกัสจะไม่ค่อยใช่...แต่ f น้อย หลังเบลอกระจายครับ ที่สำคัญคือถูกจัง
- Sigma 70-300 f/4-5.6 DG macro...เลนส์เทเลยิ่งซูมมากยิ่งเบลอครับ
- EF 70-200 f/4L...เลนส์เทเล แค่ f4 ก็ถือว่าน้อยแล้วครับ อีกทั้งตัวนี้เป็นเลนส์ L
ภาพที่ได้จะมีสีสวยเป็นพิเศษครับ โดยเฉพาะ skin tone จะดูนุ่มๆ เนียนตาครับ
- EF 85 f/1.8...หมื่นกว่าๆ ชื่อเล่นคือ Portrait Len ครับ เอาไว้ถ่ายคนโดยเฉพาะเลย
เพราะ f น้อย และยังเทเลด้วย ถ่ายแล้วสีสวย ผิวเนียน ข้อเสียนิดนึงคือมันเป็นเลนส์เทเลแบบความยาวโฟกัสคงที่
แถมคูณ 1.6 เข้าไปก็กลายเป็น 136 เวลาถ่ายซักทีต้องเดินหามุมกันเมื่อยล่ะครับ
***แต่ถ้าชินแล้วจะชอบครับ คม สวย เบา

ถ่าย macro ใช้เลนส์ macro

- EF 100 f/2.8 macro...หมื่นปลายๆ เป็นเลนส์ macro แท้ๆครับ ให้อัตราขยาย 1 เท่า
ขณะที่เลนส์เท่าไปให้ได้แค่ประมาณ 0.28 เท่าครับ คมมาก สีสวย
(มีคนเคยพูดไว้ว่าเลนส์ตัวนี้ให้คุณภาพพอๆกับเลนส์ Carl Zeiss จากเยอรมันเลยทีเดียว
- Tamron 90 f/2.8 DI macro...หมื่นนิดๆ สำหรับคนรักมาโครแต่งบไม่ถึง Canon ครับ คมใช้ได้
แต่โฟกัสแล้วกระบอกยื่นครับ (ยื่นมากซะด้วย) แต่ก็นะครับ มันถูกกว่ากันเกือบหมื่น
- Sigma 70-300 f/4-5.6 DG macro...มาโครเทียม ขยาย 0.5 เท่าครับ

ถ้าจะให้แนะนำ

ถ่ายวิว...EF-S 10-22 หรือ Sigma 10-20
ถ่ายทั่วไป...EF-S 17-85 IS หรือ Tamron 17-50 f/2.8
ถ่ายไกล...งบมาก EF 70-200 f/4L งบน้อย Sigma 70-300 macro
ถ่ายคน...งบมาก EF 70-200 f/4L งบน้อย EF 50 f/1.8 หรือชอบจริงๆก็ EF 85 f/1.8
ถ่าย macro...เด่นอยู่ตัวเดียว EF 100 f2.8 macro

แต่

ที่แนะนำจริงๆคือ ให้ใช้เลนส์ kit ถ่ายไปซักเดือนสองเดือนก่อนครับ แล้วค่อยซื้อเลนส์เพิ่ม
แล้วเราจะรู้เองว่าเราชอบถ่ายอะไร จะได้เลือกง่ายขึ้น และไม่เปลืองตังจนเกินเหตุครับ

เช่นนอร์มอล ใช้แค่ 50 f1.8 ก็ได้ครับ ลำบากนิดหน่อยที่ซูมไม่ได้ แต่ภาพออกมาสวย คม ถ่ายคนหลังเบลอครับ

ไวด์ก็ใช้ kit ถ่ายเอาก่อนก็ได้ กว้างกว่ากล้อง compact เยอะอยู่ครับ

เทเล ควรจะมี แต่ก็ไม่ต้องรีบก็ได้ครับ คนเราไม่ได้ต้องการซูมอะไรขนาดนั้นตลอดเวลาหรอกครับ
(70-300 ถ้าคิดแบบกล้อง compact ก็จะประมาณ 12x อ่ะครับ เยอะอยู่นะ)

และ macro นี่ ถ้าไม่ใจรัก ก็ควรเอาไว้หลังสุดเลยครับ เพราะแพง

สุดท้าย...กล้องเป็นแค่อุปกรณ์ครับ ถ้าถ่ายไม่เป็น ต่อให้ใช้เลนส์แพงแค่ไหนภาพก็ไม่สวยหรอกครับ...
แต่ถ้าถ่ายเป็น แค่ kit กับ 50 f1.8 ก็ท่องโลกได้ครับ
เปรียบเทียบกล้อง Canon 60D vs 550D vs 7D
ศิลปะของภาพถ่าย
ศิลปะภาพถ่ายถือกำเนิดในทวีปยุโรป เช่นเดียวกับศิลปะแขนงอื่น ๆ และนับตั้งแต่เริ่มวิวัฒนาการก็มีคำถามเกิดขึ้นอยู่เสมอว่า ภาพถ่ายเป็นศิลปะจริงหรือไม่

เมื่อ การถ่ายภาพเกิดขึ้นใหม่ ๆ การยอมรับว่าภาพถ่ายเป็นงานศิลปะประเภทหนึ่ง เพราะภาพถ่ายต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์มาก การยอมรับว่าภาพถ่ายเป็นศิลปะนั้นก็เป็นมุมแคบ สืบเนื่องมาจากความไม่เข้าใจศิลปะของภาพถ่ายอย่างแท้จริง

ภาพ ถ่ายเป็นศิลปะที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวที่แตกต่างจากศิลปะแขนงอื่น ๆ หลายประการ และลักษณะพิเศษของภาพถ่ายนี้เองที่ทำให้คนทั่วไปเกิดความสงสัยว่าภาพถ่าย เป็นงานศิลปะหรือไม่ ซึ่งเมื่อประมวลดูแล้วสามารถแยกพิจารณาเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้

ปี กัสโซ ( Picasso ) ศิลปินเอกของโลกพูดถึงภาพถ่ายในผี พ.ศ. 2482 ว่า “เมื่อเราสามารถเห็นสิ่งที่เราปรารถนาจะแสดงออกในภาพถ่ายได้ นั่นแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า จิตรกรหมดภาระแล้ว” แม้คำพูดของปีกัสโซจะไม่เป็นจริงทั้งหมด เพราะทุกวันนี้ภาพเขียนก็ยังคงมีความสำคัญอยู่ แต่คำพูดของปีกัสโซมีความสำคัญในแง่ที่ว่า แม้ศิลปินเอกอย่างปีกัสโซยังมองเห็นศิลปะในภาพถ่ายและให้ความสำคัญ แก่ภาพถ่าย จึงไม่น่ามีข้อกังขาว่าภาพถ่ายจะเป็นศิลปะหรือไม่อีกต่อไป

ส่วน ในเรื่องชีวิตและวิญญาณของภาพถ่ายนั้น ก็คือ เรื่องราวหรือเนี้อหาที่ผู้ถ่ายภาพจะต้องบรรจุในภาพถ่าย ผู้ถ่ายภาพจะต้องได้รับแรงบันดาลใจจากสังคมและสิ่งแวดล้อมก่อนแล้วจึงถ่าย ทอดสิ่งนั้นลงบนภาพถ่ายอีกที จึงกล่าวได้ว่า ผู้ถ่ายภาพคือศิลปินที่สร้างความสมจริงชีวิตและวิญญาณให้แก่ภาพถ่าย ภาพถ่ายจึงมิใช่เพียงรายงานความเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาหากแต่ได้สอดแทรกความ คิด อารมณ์ ความรู้สึกของผู้ถ่ายภาพอย่างมีศิลปะและสอดคล้องกับสภาพสังคม เพื่อเป็นการชี้แนะปัญหา เสนอแนะสิ่งที่ดีงามและเพื่อยกระดับชีวิตของมวลมนุษย์ ฉะนั้นภาพถ่ายย่อมสมควรได้รัยการยกย่องว่าเป็นงานศิลปะ และผู้ถ่ายภาพก็คือศิลปิน



ธรรมชาติของภาพถ่าย
โดยทั่วไปภาพถ่ายมีลักษณะเป็นภาพนิ่ง ซึ่งอาจจะใช้ในการแสดงการเคลื่อนไหวของวัตถุในรูปของภาพนิ่งได้ ธรรมชาติจองภาพถ่ายอาจจะกล่าวได้สามลักษณะคือ

1. ธรรมชาติภาพถ่ายทางกายภาพ สามารถแบ่งทางกายภาพเป็นสี่ลักษณะคือ
1.1.ภาพถ่าย ให้ภาพแสง และเงาตรงตามความเป็น
1.2.ภาพถ่ายให้ภาพสีตรงตามความเป็นจริง
1.3.ภาพถ่ายแสงและเงาตรงข้ามความเป็นจริง
1.4.ภาพถ่ายให้สีตรงข้ามความเป็นจริง

2. ธรรมชาติศิลปะจากภาพถ่าย คือการใช้ภาพถ่ายในการถ่ายทอด ความรู้สึก อารมณ์ ค่านิยมในลักษณะต่างๆ กัน โดยเราสามารถแบ่งธรรมชาติของภาพถ่ายทางศิลปะได้ดังนี้
2.1 ศิลปะการถ่ายภาพ
2.2 ศิลปะภาพถ่ายจากการล้างอัดขยายภาพ
2.3 ศิลปะภาพถ่ายจากการทำภาพเทคนิค

3. ธรรมชาติของภาพถ่ายกับการสื่อสาร
3.1 ภาพถ่ายเป็นภาพนิ่ง
3.2 ภาพถ่ายสามารถถ่ายทอดประสบการณ์จริง
3.3 ภาพถ่ายสามารถสื่อสารได้ด้วยตัวเอง
3.4 ภาพถ่ายสามารถแพร่กระจายได้สะดวกและรวดเร็ว



ความสำคัญของภาพถ่าย
ภาพถ่ายมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของประชากรในสังคมอย่างยิ่ง เพราะสามารถใช้เป็นเครื่องมือการสื่อสารในกิจการต่าง ๆ เช่น ศิลปะการศึกษา การทหาร การแพทย์ ระบบสารสนเทศ การประชาสัมพันธ์และการโฆษณาสินค้า เพื่อแสดงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ดังจะเห็นได้จากสุภาษิตจีนบทหนึ่ง กล่าว “ภาพเพียงภาพเดียวดีกว่าคำพูดพันคำ “ ซึ่งหมายถึงการสื่อสารด้วยการบรรยายลักษณะคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ และเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยคำพูดหรือวัจนภาษา สัก 1,000 คำ ก็ไม่สามารถทำให้ผู้รับสารมีความรู้ ความเข้าใจ เกิดอารมณ์และความรู้สึกต่อสิ่งเหล่านั้น ดีเท่ากับการใช้ภาพถ่ายเป็นสื่อระบบการสื่อสาร เพียงภาพเดียว

ภาพถ่ายเป็นสื่อที่ใช้ในการกำหนดความรู้ ทัศนคติ อารมณ์ และประสบการณ์ระหว่างบุคคล และกลุ่มคนได้หลายรูปแบบดังนี้

1. การใช้ภาพในการเผยแพร่ความรู้ ทัศนคติ อารมณ์ และประสบการณ์โดยตรงศิลปินได้ใช้ภาพเป็นการถ่ายทอดอารมณ์ ความคิด ทัศนคติ ได้ดีกว่าการบรรยายด้วยคำพูด จึงมีศิลปินจำนวนมากใช้ภาพถ่ายเป็นสื่อในการถ่ายทอดศิลปะ

2. การใช้ภาพถ่ายเพื่อเผยแพร่ความรู้ ทัศนคติ อารมณ์ และประสบการณ์โดยตรง ในระบบการศึกษา ภาพถ่ายมีบทบาทสำคัญมากในระบบการศึกษาในการเรียนการสอน เช่นการใช้ภาพถ่ายประกอบในหนังสือเรียนให้ผู้ศึกษาได้มีโอกาสเข้าใจเนื้อหา สาระในบทเรียนดีขึ้น การนำภาพถ่ายจัดทำในรูปของแผนภูมิขนาดใหญ่เพื่อใช้สอนผู้เรียนกลุ่มใหญ่ ๆ ได้อย่างดี การเผยแพร่ความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป ภาพถ่ายมีบทบาทสำคัญมากในการให้ความรู้ ความคิด ทัศนคติและประสบการณ์แก่ผู้พบเห็นภาพถ่าย

3. กิจกรรมทหารและความปลอดภัยของบุคคลและของชาติ การถ่ายภาพให้ประโยชน์หลายประการ เช่น การถ่ายภาพทางอากาศเพื่อหาข่าวและแหล่งข้อมูลทางการทหารและความปลอดภัย ในปัจจุบันการถ่ายภาพจากดาวเทียมมีบทบาทอย่างสูงในการหาข้อมูลข่าว ในกิจการทหารและการรักษาความปบอดภัยของประเทศ ในด้านความปลอดภัยส่วนบุคคล ในการเดินทางระหว่างประเทศจะต้องมีภาพติดในหนังสือเดินทางเพื่อความปลอดภัย ของยานพาหนะและผู้โดยสาร ในเครื่องบินหรือพาหนะอื่น ๆ แม้แต่รถโดยสารประจำทางปรับอากาศที่วิ่งระหว่างจังหวัดในเส้นทางที่น่าจะมี การโจรกรรมหรืออันตราย จะมีเจ้าหน้าที่มาถ่ายภาพเพื่อความปลิดภัยของผู้โดยสาร และยานพาหนะด้วย

4. บทบาทที่สำคัญของภาพถ่ายในกิจการทางการแพทย์ ภาพถ่ายมีความหมายเชิงวิทยาศาสตร์ที่มีลักษณะพิเศษสิ่งหนึ่งคือ การถ่ายภาพด้วยการอาศัยการแพร่กระจายรับสีทำปฏิกิริยากับพื้นผิววัตถุซึ่ง กล่าวไว้ในพจนานุกรรมเวบเตอร์นั้น ได้ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์ในรูปของการถ่ายภาพด้วยรังสีเอ็กซ์(X-Ray) ซึ่งเป็นการถ่ายภาพผ่ายวัตถุบางชนิดที่รังสีเอ็กซ์สามารถผ่านได้ และทำให้เกิดภาพสีและเงาตรงข้ามในส่วนที่รังสีเอ็กซ์แพร่กระจายผ่านไม่ได้ จึงเกิดภาพที่มีสีและเงาตรงข้ามบนฟิล์มที่เราจักกันดี ในชื่อของฟิล์มเอ็กซ์-เรย์ (Film X-Ray ) ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ของภาพถ่ายด้วยฟิล์มเอ็กซ์-เรย์ในวงการแพทย์ได้ อย่างมหาศาลเพื่อการวินิจฉัยโรคบางชนิดภายในร่างกายคนซึ่งไม่สามารถมองเห็น ได้ด้วยตาเปล่า แต่สามารถถ่ายเป็นภาพมาให้เห็นได้ ทำให้แพทย์สามารช่วยเหลือชีวิตมนุษย์นับล้าน ๆ คนจากประโยชน์ของการใช้ภาพถ่ายระบบนี้และภาพถ่ายที่สามารถถ่ายภาพคนไข้ก่อน รักษาและหลังรักษาทาง Medical illustration ทางการแพทย์อื่น ๆ

5. ภาพถ่ายมีความสำคัญต่อระบบสารสนเทศ นับตั้งแต่ข้อมูลของโลกจนถึงข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การถ่ายภาพของบุคคลตั้งแต่เกิดจนกระทั้งแก่ ภาพเหล่านั้นจะเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของบุคคลนั้น ๆ ที่สามรถจะค้นหามาถ่ายทอดเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน แม้แต่ในอนาคตการผลิตภาพถ่ายสามารถใช้เทคนิคพิเศษ ทำให้เกิดภาพอนาคตในจินตนาการของผู้ถ่ายภาพได้ ในการเก็บข้อมูลของระบบสารสนเทศนั้นภาพถ่ายสามารถจะถ่ายทอดเรื่องราวทัศนคติ และความรู้ให้แก่ผู้สนใจจะค้นคว้าได้อย่างดี และในกระบวนการถ่ายทอดหรือสื่อสารเราถือว่าภาพถ่าย ให้ความชัดเจนของการเล่าเรื่องราวเท่าการบรรยายด้วยคำพูด

6. ในการประชาสัมพันธ์ ภาพถ่ายมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ด้วยการใช้สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อวิทยุโทรทัศน์

7. ภาพถ่ายกับการโฆษณาสินค้า การถ่ายภาพมีบทบาทสำคัญกับการโฆษณาสินค้า ตั้งแต่การโฆษณาขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่

ความสำคัญของภาพยังสามารถสร้างความเชื่อถือ ได้ดีกว่าภาพในรูปแบบอื่น การใช้ภาพถ่ายประกอบการพิจารณาคดีในเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้พิพากษาได้เห็นสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์นั้นได้ดียิ่งขึ้น หรือการใช้ภาพถ่ายในการโฆษณาชักชวนเพื่อหาเสียงเลือกตั้งบุคคลเป็นผู้แทน เพื่อกิจการต่าง ๆ รวมถึงการใช้ภาพถ่ายอื่นทำตุการณ์ ประวัติความเป็นมาต่าง ๆ ของบุคคล ทำให้การบันทึกความทรงจำมีความเป็นรูปธรรมสูงกว่าการจดบันทึกด้วยอักษร ปัจจุบันภาพถ่ายสีธรรมชาติมีอิทธิพลสูงมากในการถ่ายทอดความคิดทัศนคติ และสร้างภาพพจน์ ได้ใกล้เคียงสถานการณ์จริง

credit
http://www.chanpradit.ac.th/~mano/itsadakorn%206-3%20-24/124.htm

FREE WORLDWIDE SHIPPING

BUY ONLINE - PICK UP AT STORE

ONLINE BOOKING SERVICE